“เลขาศาลยุติธรรม”เผยไม่ต้องรอนาน ศาลเเจกของขวัญปีใหม่ไทยหลัง ชีพ จุลมนต์ ปธ.ศาลฎีกา เซ็นระเบียบให้ศาลชั้นต้นทั่วประเทศต้องคัดถ่ายคำพิพากษาภายหลังอ่านไปเเล้วใน 7 วัน เพิ่มความรวดเร็วอำนวยความสะดวกประชาชนรู้กำหนดระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรมเริ่ม 12 เม.ย.นี้
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกาได้ออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยระยะเวลาในการจัดพิมพ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น พ.ศ.2562 โดยมีคำสั่งกรณีเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟังเเล้ว ให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนส่งร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เจ้าพนักงานศาลจัดพิมพ์คำพิพากษาหรือคำสั่งให้เรียบร้อยเพื่อให้คู่ความสามารถคัดถ่ายสำเนาได้ภายใน7 วันนับเเต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเเละผู้พิพากษาหัวหน้าศาล มีหน้าที่ตรวจสอบเเละติดตามให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเเละเจ้าพนักงานศาลในสังกัดส่งร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งเเละจัดพิมพ์ให้เเล้วเสร็จภายในระยะเวลา 7 วัน หากกรณีไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการรายงานไปยังเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมระบุเหตุผลความจำเป็น เพื่อนำเสนอคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมหรือคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม เเล้วเเต่กรณีเพื่อพิจารณาต่อไป
ซึ่งระเบียบดังกล่าวตะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 เม.ย.นี้เป็นต้นไป

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า เเต่เดิมภายหลังมีการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเราไม่ได้มีการกำหนดกรอบว่าประชาชนสามารถที่จะคัดถ่ายคำพิพากษาได้ในกี่วัน เเต่ระเบียบฉบับนี้ที่ประธานศาลฎีกาออกมาเพื่อกำหนดกรอบบังคับว่าต่อไปภายหลังอ่านคำพิพากษาเเล้วประชาชนจะสามารถคัดถ่ายคำพิพากษานำไปเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำไปเพื่อบังคับตามคำพิพากษา หรือนำไปเพื่อศึกษาในการยื่นอุทธรณ์คดีต่อ ตรงนี้ถือเป็นประโยชน์ที่ศาลยุติธรรมเราออกระเบียบเพื่อบริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นเเละเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมที่กำหนดให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า
นายสุริยัณห์ กล่าวเพิ่มอีกว่า ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยระยะเวลาในการจัดพิมพ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น พ.ศ. 2562 ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวความคิดการปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best practice) ของธนาคารโลก (World Bank) ในเรื่องความมีประสิทธิภาพของการบริหารจัดการคดี (Case management) ของศาลที่จะต้องมีการกำหนดระยะเวลามาตรฐาน (Time standard) ของขั้นตอนในการพิจารณาพิพากษาคดี
ระเบียบดังกล่าวจึงส่งผลต่อรายงานการประเมินความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Doing Business) ของธนาคารโลกที่จัดทำขึ้นทุกปีซึ่งส่วนหนึ่งพิจารณาความมีประสิทธิภาพของการอำนวยความยุติธรรมของศาลและจะส่งผลดีในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อศาลยุติธรรมไทยในระดับสากลอีกด้วย

