“เชียงราย” ยังอ่วมหนักฝุ่นพิษเกินมาตรฐานสูงสุด 203 มคก./ลบ.ม. ค่าดัชนีคุณภาพอากาศแย่ 312 ภาคเหนือ 14 พื้นที่ อีสานเลย-ขอนแก่นวิกฤตสีแดง นักวิชาการจวกปีนี้ฝุ่นพิษภาคเหนือหนักที่สุด รุนแรงกว่าที่เคยเกิดใน กทม. แต่รัฐบาลนิ่งเฉยปล่อยจังหวัดแก้ปัญหาตามมีตามเกิด
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ เมื่อเวลา 9.00น พบว่าค่าฝุ่นละอองเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ คุณภาพอากาศมีค่าอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ตรวจพบค่าระหว่าง 76- 203 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานที่บริเวณในระดับวิกฤตสีแดง 14 พื้นที่ จ.เชียงราย ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย 203 มคก./ลบ.ม. โดยมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) 312 ซึ่งสูงที่สุดในประเทศ ต.เวียง อ.เมือง 98 มคก./ลบ.ม. จ.เชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง 148 มคก./ลบ.ม. ต.ศรีภูมิ อ.เมือง 135 มคก./ลบ.ม. จ.ลำพูน ต.บ้านกลาง อ.เมือง 138 มคก./ลบ.ม. จ.ลำปาง ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ 116 มคก./ลบ.ม. ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ 114 มคก./ลบ.ม. ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ 110 มคก./ลบ.ม. ต.พระบาท อ.เมือง 146 มคก./ลบ.ม. จ.แพร่ ต.นาจักร อ.เมือง 128 มคก./ลบ.ม. จ.น่าน ต.ในเวียง อ.เมือง 177มคก./ลบ.ม. ต.ห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ 173 มคก./ลบ.ม. จ.พะเยา ต.บ้านต๋อม อ.เมือง 136 มคก./ลบ.ม. จ.แม่ฮ่องสอน ต.จองคำ อ.เมือง 95 มคก./ลบ.ม. ส่วนพื้นที่ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานระดับสีส้ม 3 พื้นที่ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ต.สุเทพ อ.เมือง 85 มคก./ลบ.ม. ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม 87 มคก./ลบ.ม. จ.ตาก ต.แม่ปะ อ.แม่สอด 76 มคก./ลบ.ม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ฝุ่น PM 2.5 วิกฤตสีแดง ที่จ.เลย ต.นาอาน อ.เมือง 114มคก./ลบ.ม. จ.ขอนแก่น ต.ในเมือง อ.เมือง 105 มคก./ลบ.ม. ภาคกลางพื้นที่ฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับสีส้ม ได้แก่ จ. นครสวรรค์ ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง 55 มคก./ลบ.ม. จ.กาญจนบุรี ต.หน้าเมือง อ.เมือง 57 มคก./ลบ.ม.
นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีคพ. กล่าวว่า ในส่วนของการร่วมแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่า ทางกระทรวงทรัพยากรฯ ได้ขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยกำกับดูแล และควบคุมการเผาในที่โล่งแจ้งอย่างเข้มงวด ระดมสรรพกำลังเครือข่ายทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือในการแจ้งเหตุเพื่อยุติปัญหาฝุ่นละอองตั้งแต่ต้นทาง ขณะนี้คพ.ได้ประสานความร่วมมือไปยังจังหวัดและส่วนท้องถิ่น ให้ช่วยกันเน้นเรื่องการรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหามลพิษในอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในรูปแบบเคาะประตูบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน กลุ่มเด็ก และคนชรา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภูมิต้านทานน้อย จึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ รวมถึงมาตรการให้ฉีดพ่นเพิ่มละอองน้ำในเขตชุมชน โดยทางหน่วยงานภาครัฐได้นำรถบรรทุกน้ำฉีดพ่นละอองน้ำในพื้นที่รอบคูเมือง และภายในชุมชนทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดค่าฝุ่นละออง ซึ่งได้เพิ่มรอบความถี่จากปกติจะฉีดพ่นช่วงเช้า และช่วงบ่าย เป็นฉีดพ่นทุกชั่วโมง โดยเฉพาะในย่านชุมชน ที่มีคนอยู่จำนวนมาก
อธิบดีคพ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ คพ. ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่งดการเผาในที่โล่งเพื่อป้องกันการเพิ่มสูงขึ้นของฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในกรณีที่ประชาชนอยู่ในพื้นที่ที่ปริมาณฝุ่นละอองมีผลกระทบต่อสุขภาพ ขอให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายและการทำกิจกรรมกลางแจ้ง สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยงควรเฝ้าระวังสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงวี้ด ใจสั่น คลื่นไส้ วิงเวียนศรีษะ แน่นหน้าอก ให้รีบพบแพทย์ ผู้มีโรคประจำตัวควรเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างน้อย 5 วัน และสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ทางเว็บไซต์ air4thai.pcd.go.th และแอพลิเคชั่น air4thai
ด้านนายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม โพสต์เฟซบุ๊กตอนหนึ่งระบุว่า ฝุ่นละออง2.5ภาคเหนือสุดอันตราย แผนการจัดการไม่ชัดเจนประชาชนขาดการร่วมมือ ค่าPM 2.5 เกิน100มค.ก/ลบ.ม.และค่าPM 10เกินมาตรฐานทุกแห่งซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อสุขภาพอย่างมากทั้งระบบทางเดินหายใจ หลอดเลือดและสมอง สัมผัสเข้าไปทันทีอาจมีอาการแสบตา แสบคอ คอแห้ง เป็นหวัด ผื่นที่ผิวหนัง ระยะยาวมีผลอาจเป็นมะโรคปอดอักเสบ โรคถุงลมโป่งพองโรคปอดอุดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง รวมทั้งมะเร็งในระบบทางเดินหายใจ เป็นต้นช่วงนี้พบว่ามีผู้ป่วยที่ได้รับฝุ่น2.5เข้ารพ.แล้วเกือบ20,000คนใน9 จ.ภาคเหนือ
นายสนธิ ระบุว่า แหล่งกำเนิดคือการเผาตอซังฟางข้าว ไร่ข้าวโพด เผาป่าของประชาชนและไฟป่าพบจุด hot spot ใน9จังหวัดภาคเหนือ ถึง1,400จุดในโดยจ.ลำปาง น่าน แพร่ แห่งละเกือบ300จุด เชียงใหม่180จุดและน้อยสุดคือเชียงรายแค่4จุด(แต่ที่มีค่าสูงมากเพราะPM 2.5และPM 10พัดมาจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากฝั่งเมียนมาร์) ถึงวันนี้ภัยจากการเผาดังกล่าวมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตของประชาชนที่ทำมาหากิน โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องหยุดเรียน เป็นต้น
“วันนี้รัฐบาลส่วนกลางค่อนข้างนิ่งเฉยปล่อยให้แต่ละจังหวัดจัดการกันเองตามมีตามเกิดทั้งที่ภัยที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าที่เพิ่งเกิดในกทม.ซะอีก โดยทุกวันนี้ให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบลเพื่อให้การบัญชาการ/สั่งการ เป็นไปอย่างรวดเร็วแต่กลับกลายเป็นว่าปีนี้ค่าฝุ่นละอองรุนแรงมากกว่าหลายปีที่ผ่านมาประกอบกับเพื่อนบ้านทำการเผาอย่างหนักเกิดปัญหาหมอกควันข้ามแดนมาที่ภาคเหนือตอนบนแสดงว่าที่ผ่านมาการเจรจาและประสานกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนให้ดำเนินงานตาม ASEAN Transboundary Haze-Free Roadmap ซึ่งเป็นกรอบในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนไม่ได้ผลเท่าที่ควรเรื่องการจัดการฝุ่น 2.5 จากการเผาในทุกภาคของประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติโดยมีแผนปฎิบัติการที่จับต้องได้ มีเป้าหมายชัดเจน และทำให้เห็นผลทันที ดำเนินการร่วมกันทั้งรัฐบาลกลางและจังหวัดโดยทุกพรรคการเมืองที่จะเป็นรัฐบาลจะต้องใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจังและต้องจัดการให้ได้ เนื่องจากPM 2.5ทั่วโลกเขาถือว่าเป็นภัยพิบัติร้ายแรงอันตรายต่อสุขภาพขอประชาชนแล้ว” นายสนธิ กล่าว

