นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหนึ่งในกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการหารือกันถึงแนวทางการปฏิรูปด้านสาธารณสุขในประเด็นต่างๆ อย่างในส่วนการปฏิรูปสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) ก็มีการคุยกันในหลายประเด็น อย่างในเดือน สิงหาคม 2558 มีประเด็นการปฏิรูปจากสภาปฏิรูปแห่งชาติในวาระที่ 31 ว่าด้วยการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภค และรัฐบาล คสช ได้มี คำสั่ง คสช. ที่ 77/2559 เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ สั่ง ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2559 โดย อย. ได้เสนอแผนปฏิรูปต่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับด้านกลไก คือ ต้องมีการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับแผนปฏิรูปฯ โดยมีกระบวนการ ขั้นตอน พัฒนาเดียวกันกับแผนปฏิรูปฯ ด้านคุ้มครองผู้บริโภค เช่นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเรื่องอาหารปลอดภัย
“ ประเด็นปรับโครงสร้าง: สู่การเป็นองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคระดับประเทศ โดยให้ปรับประสิทธิภาพ 17 หน่วยงานเดิม และจัดตั้งหน่วยงานประเมินวิชาการ ที่ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ ใหม่ โดยใช้รูปแบบแนวคิดและปฏิบัติที่ได้รับการพิจารณาและประเมินเพื่อที่จะแก้ความบกพร่อง ทั้งนี้ต้องมีการปฏิบัติเลย และค่อยๆขยายผลทั้งระบบจนสำเร็จก่อน 5 ปี ในอนาคต อย.ต้องวางแผนปรับเปลี่ยนองค์กรให้เป็นองค์กร ระดับประเทศ แต่ต้องมีการศึกษาและมีแผนดำเนินงานที่ชัดเจน ว่าจะเป็นรูปแบบใด ปรับระบบงาน: เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการปรับทัศนคติ แนวคิดใหม่เพื่อละลายพฤติกรรมเดิม (mindset) นอกจากนี้ ต้องมีระบบทบทวนตำรับยา ปรับปรุง ระบบบัญชียาหลักแห่งชาติ และให้มีราคากลางของยาเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นการใช้ยาในประเทศ ช่วยลดผลกระทบด้านการคลังสุขภาพ” นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า โดยสรุป การปฏิรูป อย. จะมีการแบ่งการปฏิรูปเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การปรับระบบงาน และกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่เชื่อมโยง pre-marketing ถึง post-marketing โดยบูรณาการทุกกองที่เกี่ยวข้องให้ประสานกระบวนการผ่าน ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC) ที่มีรูปแบบสถาปัตกรรมทางคอมพิวเตอร์ (IT infrastructure) ที่สอดรับกับกระบวนการทั้งหมดของ อย. พร้อมที่จะเชื่อมโยงกับกองทุกกอง และต้องมีความชัดเจนในการปฏิรูป ทั้ง re-process, re-organization และ re-distribution ระยะที่ 2 มีกลไกการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงโดยนำเอา business process management มาใช้ในการบริหารการเปลี่ยนผ่าน โดยจัดตั้งบอร์ด อย. เพื่อพัฒนาองค์กรและขับเคลื่อนการปฏิรูป อย. และใช้ในการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงองค์กร และ ระยะที่ 3 มีการเชื่อมโยงแบบ end-to-end solution โดยใช้ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC) กับหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ
“สิ่งที่ได้ทำไปจนกระทั่งถึงวันที่รายงานนี้โดย อย. ได้รับไปดำเนินการตามข้อเสนอและรายงานผลการดำเนินการเป็นระยะ ๆ โดยได้เสนอแผนการปฏิรูปของ อย. ในวันที่ 18 ธันวาคม 2561 และได้มีการเสนอแผนการปฏิรูปที่มีรายละเอียดทั้ง 7 ด้าน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2562 คือ 1. ด้านบริการ (Smart Service) 2. ด้านเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นทะเบียน 3. ด้านกำกับดูแลก่อนออกสู่ตลาด (Pre-marketing) 4. ด้านกำกับดูแลหลังออกสู่ตลาด (Post-marketing) 5. ด้านการบริการข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน 6. Clinical Research Center 7. ด้านโครงสร้าง IT และการปรับ Mindset โดยเป็นที่สังเกตว่าแผนการปฏิรูปที่ได้เสนอมาเป็นลักษณะโครงเดียวกับที่ได้เสนอตั้งแต่แรกในวันที่ 27 ตุลาคม 2560” กรรมการปฏิรูป กล่าว
นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า อย มีแต่แผนแต่ไม่ทำทั้งๆที่มีการประชุมหลายครั้งภายในหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาตัวสำคัญคือมีการครองอำนาจโดยสำนักยา ปฏิเสธการปรับเปลี่ยนปฏิเสธการจัดตั้ง Smart one stop service และข้อสำคัญคือกลไกแบบแผนในการพิจารณาผลิตภัณฑ์ต่างๆก่อนขึ้นทะเบียนซึ่งจะส่งผลอย่างมากถึงการควบคุมหลังที่ออกตลาดไปแล้ว กระบวนการหละหลวมเหล่านี้ ทำให้มีผลิตภัณฑ์อันตรายประเภทชีววัตถุคล้ายคลึง เช่นยาฉีดกระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงและทำให้คนเสียชีวิตหลายรายในอัตราส่วน มากกว่าหนึ่งต่อ 2000 แทนที่จะเป็นหนึ่งต่อ 50,000 และไม่มีการทบทวนตำรับที่พิสูจน์แล้วว่าไม่มีประโยชน์ และอื่นๆอีกมาก
กรรมการปฏิรูปฯ กล่าวอีกว่า ในส่วนของผู้ประกอบการที่ให้ขัอมูลมา ทางกรรมการขับเคลื่อน มีการร้องเรียนเช่นเรื่อง ระบบ ไอทีเหมือนไม่ต้องมีกระดาษใช้ก็ได้ เช่นเดียวกันกับของทุกหน่วยงาน เอาเข้าจริงใช้ไม่ได้ ต้องใช้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ถึงลงโปรแกรมได้ ท้ายสุด ต้องให้พิมพ์ไปยื่น หรือในกรณีให้แก่ไข รอไปเลย เป็นวัน เพราะโปรแกรมที่ตั้งแก้ไม่ได้ทันที ขาดบุคคลกร ที่เข้าใจ และมีวิจารณญาณ ขาดบุคคลกรในการทำงาน นอกจากนั้นมาตรฐานควรจะใช้เหมือนกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีการกระจายหน่วยงานของ อย ไปยังภาคต่างๆทั้งนี้ต้องฝึกอบรม อย ต่างจังหวัดให้มีมาตรฐาน และทำให้เกิดความเสียหายจะส่งเสริมสินค้าไทยไปต่างประเทศ หรือให้คนต่างชาติซื้อเวลามาเที่ยวเมืองไทย แล้ว อย กำหนดให้ทำเป็นภาษาไทยหมด ไม่มีใครอ่านรู้เรื่อง ควรจะมีภาษาอังกฤษ กำกับ แลัnในกรณีของผลิตภัณฑ์อาหาร ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ควรทำได้ทั้ง2ภาษา แต่ไม่ให้ทำให้เป็นภาษาไทย ข้อความบางอย่าง ที่โฆษณา ที่เป๋นความเป็นจริงควรลงได้ เช่น ผลไม้มีสารต้านอนุมูลอิสสระ ซึ่งไม่ได้บอกให้ดื่ม แต่ให้เข้าใจว่าดื่มนน้ำผลไม้ที่ไม่ผสมน้ำตาล ดีกว่าดื่มน้ำอัดลม
“ในอินเทอร์เน็ต โฆษณาชวนเชื่อแบบไม่เกรงใจเลย ในทีวีบางช่อง ขายสินค้าโดยการโฆษณาชวนเชื่อแบบเกินจริง การโฆษณาทางทีวี มีผลมหาศาลต่อผู้บริโภคสินค้าที่ดีบางตัวห้ามนำเข้า การทำให้สินค้าสามารถบอกความจริงตามที่ควรจะเป็นและมีการรับรองจะเป็นการป้องกันไปในตัวเมื่อมีการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงก็จะสะดวกแก่การควบคุมทันที ไม่ใช่ไม่ให้พูดอะไรทั้งสิ้น” นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

