หมอจุฬาฯ โพสต์ ถึงเวลา อย.ต้องปฏิรูปจริงจังเสียที

15.03.19 | 17:05 น.

นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหนึ่งในกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการหารือกันถึงแนวทางการปฏิรูปด้านสาธารณสุขในประเด็นต่างๆ อย่างในส่วนการปฏิรูปสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) ก็มีการคุยกันในหลายประเด็น อย่างในเดือน สิงหาคม 2558 มีประเด็นการปฏิรูปจากสภาปฏิรูปแห่งชาติในวาระที่ 31 ว่าด้วยการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภค และรัฐบาล คสช ได้มี คำสั่ง คสช. ที่ 77/2559 เรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ สั่ง ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2559 โดย อย. ได้เสนอแผนปฏิรูปต่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับด้านกลไก คือ ต้องมีการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับแผนปฏิรูปฯ โดยมีกระบวนการ ขั้นตอน พัฒนาเดียวกันกับแผนปฏิรูปฯ ด้านคุ้มครองผู้บริโภค เช่นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเรื่องอาหารปลอดภัย

“ ประเด็นปรับโครงสร้าง: สู่การเป็นองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคระดับประเทศ โดยให้ปรับประสิทธิภาพ 17 หน่วยงานเดิม และจัดตั้งหน่วยงานประเมินวิชาการ ที่ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ ใหม่ โดยใช้รูปแบบแนวคิดและปฏิบัติที่ได้รับการพิจารณาและประเมินเพื่อที่จะแก้ความบกพร่อง ทั้งนี้ต้องมีการปฏิบัติเลย และค่อยๆขยายผลทั้งระบบจนสำเร็จก่อน  5 ปี  ในอนาคต อย.ต้องวางแผนปรับเปลี่ยนองค์กรให้เป็นองค์กร ระดับประเทศ แต่ต้องมีการศึกษาและมีแผนดำเนินงานที่ชัดเจน ว่าจะเป็นรูปแบบใด  ปรับระบบงาน: เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการปรับทัศนคติ แนวคิดใหม่เพื่อละลายพฤติกรรมเดิม (mindset) นอกจากนี้ ต้องมีระบบทบทวนตำรับยา ปรับปรุง ระบบบัญชียาหลักแห่งชาติ และให้มีราคากลางของยาเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นการใช้ยาในประเทศ ช่วยลดผลกระทบด้านการคลังสุขภาพ” นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า  โดยสรุป  การปฏิรูป อย. จะมีการแบ่งการปฏิรูปเป็น 3 ระยะ คือ  ระยะที่ 1 การปรับระบบงาน และกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่เชื่อมโยง pre-marketing ถึง post-marketing โดยบูรณาการทุกกองที่เกี่ยวข้องให้ประสานกระบวนการผ่าน ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC) ที่มีรูปแบบสถาปัตกรรมทางคอมพิวเตอร์ (IT infrastructure) ที่สอดรับกับกระบวนการทั้งหมดของ อย. พร้อมที่จะเชื่อมโยงกับกองทุกกอง และต้องมีความชัดเจนในการปฏิรูป ทั้ง re-process, re-organization และ re-distribution  ระยะที่ 2 มีกลไกการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงโดยนำเอา business process management มาใช้ในการบริหารการเปลี่ยนผ่าน โดยจัดตั้งบอร์ด อย. เพื่อพัฒนาองค์กรและขับเคลื่อนการปฏิรูป อย. และใช้ในการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงองค์กร และ ระยะที่ 3 มีการเชื่อมโยงแบบ end-to-end solution โดยใช้ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC) กับหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ

“สิ่งที่ได้ทำไปจนกระทั่งถึงวันที่รายงานนี้โดย อย. ได้รับไปดำเนินการตามข้อเสนอและรายงานผลการดำเนินการเป็นระยะ ๆ โดยได้เสนอแผนการปฏิรูปของ อย. ในวันที่ 18 ธันวาคม 2561 และได้มีการเสนอแผนการปฏิรูปที่มีรายละเอียดทั้ง 7 ด้าน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2562 คือ  1. ด้านบริการ (Smart Service)   2. ด้านเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นทะเบียน 3. ด้านกำกับดูแลก่อนออกสู่ตลาด (Pre-marketing)  4. ด้านกำกับดูแลหลังออกสู่ตลาด (Post-marketing) 5. ด้านการบริการข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน 6. Clinical Research Center 7. ด้านโครงสร้าง IT และการปรับ Mindset โดยเป็นที่สังเกตว่าแผนการปฏิรูปที่ได้เสนอมาเป็นลักษณะโครงเดียวกับที่ได้เสนอตั้งแต่แรกในวันที่ 27 ตุลาคม 2560” กรรมการปฏิรูป กล่าว

นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า  อย มีแต่แผนแต่ไม่ทำทั้งๆที่มีการประชุมหลายครั้งภายในหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาตัวสำคัญคือมีการครองอำนาจโดยสำนักยา ปฏิเสธการปรับเปลี่ยนปฏิเสธการจัดตั้ง Smart one stop service และข้อสำคัญคือกลไกแบบแผนในการพิจารณาผลิตภัณฑ์ต่างๆก่อนขึ้นทะเบียนซึ่งจะส่งผลอย่างมากถึงการควบคุมหลังที่ออกตลาดไปแล้ว กระบวนการหละหลวมเหล่านี้ ทำให้มีผลิตภัณฑ์อันตรายประเภทชีววัตถุคล้ายคลึง เช่นยาฉีดกระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงและทำให้คนเสียชีวิตหลายรายในอัตราส่วน มากกว่าหนึ่งต่อ 2000 แทนที่จะเป็นหนึ่งต่อ 50,000 และไม่มีการทบทวนตำรับที่พิสูจน์แล้วว่าไม่มีประโยชน์ และอื่นๆอีกมาก

Advertisement

กรรมการปฏิรูปฯ กล่าวอีกว่า ในส่วนของผู้ประกอบการที่ให้ขัอมูลมา ทางกรรมการขับเคลื่อน มีการร้องเรียนเช่นเรื่อง ระบบ ไอทีเหมือนไม่ต้องมีกระดาษใช้ก็ได้ เช่นเดียวกันกับของทุกหน่วยงาน เอาเข้าจริงใช้ไม่ได้ ต้องใช้คอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ถึงลงโปรแกรมได้ ท้ายสุด ต้องให้พิมพ์ไปยื่น หรือในกรณีให้แก่ไข รอไปเลย เป็นวัน เพราะโปรแกรมที่ตั้งแก้ไม่ได้ทันที ขาดบุคคลกร ที่เข้าใจ และมีวิจารณญาณ ขาดบุคคลกรในการทำงาน นอกจากนั้นมาตรฐานควรจะใช้เหมือนกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีการกระจายหน่วยงานของ อย ไปยังภาคต่างๆทั้งนี้ต้องฝึกอบรม อย ต่างจังหวัดให้มีมาตรฐาน และทำให้เกิดความเสียหายจะส่งเสริมสินค้าไทยไปต่างประเทศ หรือให้คนต่างชาติซื้อเวลามาเที่ยวเมืองไทย แล้ว อย กำหนดให้ทำเป็นภาษาไทยหมด ไม่มีใครอ่านรู้เรื่อง   ควรจะมีภาษาอังกฤษ กำกับ แลัnในกรณีของผลิตภัณฑ์อาหาร ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ควรทำได้ทั้ง2ภาษา แต่ไม่ให้ทำให้เป็นภาษาไทย ข้อความบางอย่าง ที่โฆษณา ที่เป๋นความเป็นจริงควรลงได้ เช่น ผลไม้มีสารต้านอนุมูลอิสสระ ซึ่งไม่ได้บอกให้ดื่ม แต่ให้เข้าใจว่าดื่มนน้ำผลไม้ที่ไม่ผสมน้ำตาล ดีกว่าดื่มน้ำอัดลม

“ในอินเทอร์เน็ต โฆษณาชวนเชื่อแบบไม่เกรงใจเลย  ในทีวีบางช่อง ขายสินค้าโดยการโฆษณาชวนเชื่อแบบเกินจริง การโฆษณาทางทีวี มีผลมหาศาลต่อผู้บริโภคสินค้าที่ดีบางตัวห้ามนำเข้า การทำให้สินค้าสามารถบอกความจริงตามที่ควรจะเป็นและมีการรับรองจะเป็นการป้องกันไปในตัวเมื่อมีการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงก็จะสะดวกแก่การควบคุมทันที ไม่ใช่ไม่ให้พูดอะไรทั้งสิ้น” นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว