ปิดทะเล ฟื้นปะการังฟอกขาว ป้องกันระบบนิเวศพัง

19.05.16 | 13:20 น.

เป็นปีแห่งเอลนิโญ มีคำเตือนจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นว่าจะต้องเฝ้าระวังเรื่องของปะการังฟอกขาวให้มาก เพราะปรากฏการณ์เอลนิโญมีผลให้อากาศร้อนและแล้ง อากาศที่ร้อนมีส่วนอย่างมากที่จะส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้น

เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น มีผลให้ปะการังสวยๆ หลากหลายสีสัน เปลี่ยนสีกลายเป็นสีซีดขาวและค่อยๆ ตายไปในที่สุดได้

ราวกลางเดือนเมษายน ผศ.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญและคร่ำหวอดเกี่ยวกับเรื่องทะเล บอกว่า ทะเลไทยหลายแห่งเริ่มมีสัญญาณหลายอย่างว่าจะเกิดปะการังฟอกขาว เพราะอุณหภูมิน้ำทะเลบางแห่งสูงถึง 33.5 องศาเซลเซียส จุดพีคหรือจุดที่มีโอกาสสูงที่จะทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวอยู่ที่ประมาณ 30.5 องศาเซลเซียสเท่านั้น

ซึ่งเวลานั้นพบว่าปะการังในทะเลชุมพรและระยองเริ่มฟอกขาวบางส่วน แถวทะเลอันดามันก็เริ่มมีอาการบ้างแล้ว

ปี 2553 ท้องทะเลประเทศไทยเคยประสบปัญหาปะการังฟอกขาวมาแล้ว เป็นเหตุให้ธุรกิจการท่องเที่ยวทางทะเลเสียหายอย่างหนัก บริษัททัวร์หลายสิบแห่งถูกนักท่องเที่ยวทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ที่ตั้งใจจะมาดำน้ำชื่นชมปะการัง บอกเลิกทัวร์เกือบทั้งหมด สร้างความเสียหายทางธุรกิจนับพันล้านบาท ซึ่งไม่รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในทะเล ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ถึงจะเริ่มฟื้นฟูขึ้นมาได้

Advertisement

วิธีการป้องกันการเกิดปะการังฟอกขาวที่ดีที่สุดคือการทำให้ปะการังมีความแข็งแรง ทนทานต่อผลกระทบที่เข้ามาจากรอบด้าน เพราะนอกจากความร้อนที่เพิ่มขึ้นของน้ำทะเลแล้ว ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้น้ำเสียและส่งผลให้ปะการังอ่อนแอก็จะยิ่งหนุนนำให้ปะการังเกิดอาการฟอกขาวมากยิ่งขึ้น

ปัญหาสำคัญอีกประการ คือ สาหร่ายที่เป็นคู่แข่งสำคัญของปะการัง หากปะการังฟอกขาว สาหร่ายจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จึงต้องช่วยดูแล ป้องกันไม่ให้สาหร่ายเพิ่มและช่วยให้ทะเลมีตัวควบคุมสาหร่ายให้มีความสมดุล โดยสาหร่ายจะเพิ่มขึ้นเพราะธาตุอาหารที่เกิดมาจากน้ำเสียที่ปล่อยทิ้งลงในทะเล และต้องคอยดูแลระวังไม่ให้สัตว์ทะเลที่กินสาหร่ายลดปริมาณลงหรือหายไป

ผศ.ธรณ์ให้ข้อมูลอีกว่า ที่ผ่านมาทะเลหลายพื้นที่ถูกทำให้อ่อนแอด้วยฝีมือของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการจับปลิงทะเลและปลานกแก้ว เพราะปลิงทะเลและปลานกแก้วเป็นสัตว์ที่คอยกินสาหร่ายที่ขึ้นปกคลุมปะการัง เมื่อไม่มีทั้งปลานกแก้วและปลิงทะเล สาหร่ายจะขึ้นปกคลุมปะการัง ปะการังจะอยู่ในภาวะอ่อนแอ โอกาสที่จะเกิดการฟอกขาวก็มีมากหากน้ำทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น

“การที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหรือชาวประมงเอาเรือเข้าไปจอดที่ตื้นเกินไป ทำให้ตะกอนพื้นทะเลฟุ้งกระจายเกิดธาตุอาหาร ตะกอนยังตกทับปะการังทำให้อ่อนแอและฟอกขาวง่ายด้วยเหมือนกัน” ผศ.ธรณ์ระบุ

ดูเหมือนว่าข้อตักเตือนให้พึงระวังเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ปะการัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฟอกขาวทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ท้องทะเลหลายๆ พื้นที่จะทำกันได้ไม่ดีนัก

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ และ น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ต่างออกมายอมรับและแสดงความกังวลถึงปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว

นายธัญญาระบุว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯได้สำรวจพบอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่เกิดปะการังฟอกขาวมากที่สุด คือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร บริเวณเกาะมะพร้าว ถึงร้อยละ 80 เกาะง่ามน้อยและเกาะกุลา ร้อยละ 50 ชนิดปะการังที่พบการฟอกขาว ได้แก่ ปะการังโขด ปะการังผึ้ง และปะการังเขากวาง รองลงมาคือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา บริเวณบุโหลนไม้ไผ่ บุโหลนดอนและเกาะรัง ร้อยละ 10-25 ชนิดปะการังที่พบการฟอกขาว ได้แก่ ปะการังโขด ปะการังสมอง และปะการังวงแหวน

“อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด บริเวณเขาแหลมหญ้า ร้อยละ 40 เกาะทะลุและเกาะกุฎี ร้อยละ 10 ชนิดปะการังที่พบการฟอกขาว ได้แก่ ปะการังโขด และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง บริเวณเกาะสามเส้าด้านทิศตะวันตก ร้อยละ 20 ชนิดปะการังที่พบการฟอกขาว ได้แก่ ปะการังโขด ปะการังช่องเหลี่ยมและปะการังลายดอกไม้” นายธัญญาระบุ และว่า ห้วงเวลานี้กรมอุทยานแห่งชาติฯได้ปิดการท่องเที่ยวบริเวณจุดดำน้ำทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ที่สำรวจพบปะการังฟอกขาว จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯกวดขันไม่ให้จับสัตว์น้ำทุกชนิดในแนวปะการังอย่างเด็ดขาด

นายธัญญาบอกอีกว่า กรมอุทยานฯมีแผนติดตามสถานภาพและการฟื้นตัวของแนวปะการังร่วมกับ ทช. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกลุ่มอนุรักษ์ปะการังอย่างใกล้ชิด ในส่วนของพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวบริเวณจุดดำน้ำทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ที่มีการสำรวจพบปะการังฟอกขาวโดยเร็วที่สุด จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

ขณะที่ น.ส.สุทธิลักษณ์บอกว่า หากอุณหภูมิน้ำทะเลยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปะการังอาจมีแนวโน้มตายภายใน 1 เดือน ช่วงเวลานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมและลดปัจจัยคุกคามอื่นๆ เพื่อให้ปะการังอยู่รอดจนกว่าจะถึงฤดูฝน ดังนั้น ทช.จึงใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือในพื้นที่นอกเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล

“กิจกรรมที่ห้ามทำอย่างเด็ดขาด ได้แก่ 1.ห้ามทอดสมอเรือในแนวปะการัง 2.ห้ามทิ้งขยะและปล่อยมลพิษในแนวปะการัง 3.ห้ามขุดลอกร่องน้ำในแนวปะการัง 4.ห้ามกิจกรรมใดๆ ที่ก่อให้เกิดตะกอนลงสู่แนวปะการัง 5.ห้ามการจับสัตว์น้ำในแนวปะการัง 6.ห้ามการให้อาหารปลาในแนวปะการัง 7.ห้ามเดินเหยียบย่ำแนวปะการัง 8.ห้ามการเก็บหรือทำลายปะการัง ยกเว้นเพื่อการศึกษาวิจัย ทั้งนี้ ในส่วนของการท่องเที่ยวดำน้ำในแนวปะการังยังคงอยู่ในการควบคุมไม่ให้ส่งผลกระทบ” น.ส.สุทธิลักษณ์ระบุ และว่า ปะการังเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญทั้งต่อระบบนิเวศและต่อการท่องเที่ยว มีมูลค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ต่อปีไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท การฟอกขาวคืออาการป่วยของปะการัง หากสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้เกิดการฟื้นตัว สุดท้ายจะตายและยากที่จะกลับคืน จึงต้องเร่งดำเนินมาตรการปิดพื้นที่ไว้ช่วงหนึ่งก่อน แต่อาจขยายเพิ่มได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ห้วงเวลานี้เป็นแค่ช่วงเริ่มต้นของการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งจะต้องจับตาดูว่ามาตรการของกรมอุทยานแห่งชาติฯและกรมทรัพยากรทางทะเลฯ ป้องกันไม่ให้สถานการณ์ในทะเลเลวร้ายไปกว่านี้จะบรรลุผลแค่ไหน !!