กล่าวกันตามจริงแล้ว แบบฉบับ “ลัทธิทหาร” ที่น่าเกรงขาม ไม่ใช่ทหารที่นิยมก่อรัฐประหารแย่งชิงอำนาจจากรัฐบาลในประเทศของตัวเอง
ที่สะท้านโลกคือ “ลัทธิทหาร” ของญี่ปุ่นในอดีต
“รัฐประหาร” ไม่ใช่ความเกรียงไกร
ในทางตรงข้าม “สุ่มเสี่ยง” กับฐานะ “กบฏ” !
การเมืองในประเทศที่เจริญแล้วไม่มี “รัฐประหาร”
ทาง 2 แพร่งที่แยกระหว่าง “เสรีประชาธิปไตย” กับ “อำนาจนิยม” อยู่ที่ “จุดยืน” ของทหารกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล
ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ นักปกครอง เป็นข้าราชการประจำ ต้องอยู่ให้เป็นที่เป็นทาง
สังคมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนทุกฝ่ายมี “ที่ยืน”
กระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ ก็ “มีที่ยืน” ควรจะมีขวัญที่แข็งกล้า มีอิสระในการใช้อำนาจ และ “ยืนให้ถูกที่-ถูกทาง”
การที่รัฐประหาร 22 พ.ค.2557 อวดอ้าง “ปฏิรูปการเมือง” แต่ละเว้น “ไม่ปฏิรูปกองทัพ” นั้นเป็นความผิดพลาด !
ถ้าไม่ใช่การเพ้อเจ้อก็โฆษณาชวนเชื่อ
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข เขียนเอาไว้ใน “เสนาธิปไตย-รัฐประหารกับการเมืองไทย” ว่า ภายหลังรัฐประหาร 2549 กระบวนการ “รัฐประหารเงียบ” ได้เกิดขึ้น
เกิดจากสาระสำคัญของกฎหมาย 2 ฉบับ
หนึ่ง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ที่ให้ กอ.รมน.เป็นองค์กรถาวร และให้ “ผบ.ทบ.” เป็นผู้ควบคุม กับ สอง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ที่ให้กองทัพไม่อยู่ในอำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล
นั่นคือการทำให้กองทัพมีสถานะเป็น รัฐซ้อนรัฐ ละเลยหลัก “การควบคุมโดยพลเรือน”
รัฐบาลแค่มีหน้าที่จัดหางบประมาณให้ “ผู้นำทหาร” บริหารองค์กรและจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์
ผลพวงจากกฎหมายนี้เกื้อกูลให้ “กองทัพ” ยืนผิดที่-ผิดทาง
แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน “กองทัพ” ยังต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของ “พลเรือน”
การเมืองไทยไม่พัฒนา ถ้าไม่ปฏิรูปกองทัพ
ไม่เปลี่ยนระบบความคิดทหาร ไม่จัดความสัมพันธ์ระหว่าง “กองทัพ” กับ “รัฐบาล” ใหม่ วงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยก็จะยังคงอยู่
ไม่ใช่ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ใช่ประชาชนแตกแยกก่อความวุ่นวาย ประเทศไม่ได้เผชิญกับภัยคุกคาม
ทั้งหมดเป็นเรื่องของ “ผู้นำทหาร” จำนวนหนึ่ง ที่สับสน หลงผิด คิดว่าตัวเองกับประเทศชาติเป็นสิ่งเดียวกัน ลึกลงไปเกี่ยวพันกับอำนาจและผลประโยชน์
24 มีนาคมนี้ ใคร่ครวญให้ดีๆ
1 คน 1 เสียง ร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย
จะ “รับ” หรือ “ล้าง” !?!!

