หวัดใหญ่เริ่มหนัก! เกือบ 3 เดือนป่วยแล้ว 9.9 หมื่น เสียชีวิต 7 ราย ระวังวิกฤตฝุ่น ทำไวต่อเชื้อ!!

24.03.19 | 14:50 น.

ป่วยหวัดใหญ่ – เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ที่ขณะนี้หลายคนกังวลเกิดการระบาด ว่า สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่เป็นไปตามที่ทางกรมควบคุมโรค (คร.) เคยพยากรณ์โรคเมื่อช่วงปลายปี 2561 ว่า ในปี 2562 จะเป็นหนึ่งโรคที่ต้องเฝ้าระวังสำหรับประเทศไทย ซึ่งข้อมูลสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2562 พบผู้ป่วย 99,087 ราย และผู้เสียชีวิต 7 ราย ซึ่งเพิ่มจากสัปดาห์ที่แล้วผู้เสียชีวิต 6 ราย ขณะที่ข้อมูลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ปี 2561 พบ 180,000 ราย ผู้เสียชีวิต 32 ราย แต่จากสถานการณ์แค่ 2-3 เดือนต้นปี 2562 ก็เริ่มพบผู้ป่วยมากขึ้นแล้ว ก็ทำให้ต้องเฝ้าระวังมากขึ้น เพราะสถานการณ์ทั่วโลกก็พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นด้วย

“ตัวเลขผู้ป่วยค่อนข้างมาก แต่จำนวนผู้เสียชีวิตไม่มาก เพราะมีการฉีดวัคซีนป้องกันตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้ครอบคลุมกว่าทุกปีที่ผ่านมา และผู้ป่วยที่ยังมีอาการป่วย 48 ชั่วโมงยังไม่ดีขึ้น ต้องรีบมาพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับยาโอเซลทามิเวียร์ ก็จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อน ทั้งปอดบวม ติดเชื้อแบคทีเรีย และลดการเสียชีวิต” นพ.สุวรรณชัยกล่าว และว่า สิ่งสำคัญต้องสังเกตอาการ หากไข้ไม่ลด หรือมีอาการปวดเมื่อยรุนแรง รวมทั้งหอบ หายใจเร็ว แค่ 24 ชั่วโมงก็ต้องพบแพทย์ทันที ที่สำคัญอยากเตือนคนที่ป่วยขอให้รับผิดชอบสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าสาเหตุที่ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพราะอะไร  อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จริงๆ แล้วโรคไข้หวัดใหญ่เป็นการระบาดตามฤดูกาลอยู่แล้ว  แต่จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญทำให้ทราบว่า เชื้อมีการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กน้อย อาจทำให้รอบการระบาดแคบลง อย่างก่อนหน้านี้มีการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009  มาขณะนี้ก็ 10 ปีแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเกิดการระบาดใหญ่จนต้องวิตก  เพราะหากเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กน้อยก็จะไม่เกิดปัญหาการระบาดใหญ่ เนื่องจากส่วนใหญ่การระบาดใหญ่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงของเชื้อมากๆ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่  ซึ่งขณะนี้สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ที่พบ คือ เชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด A (H1N1)  ชนิด A (H3N2) และชนิด B  ซึ่งพบว่าชนิด B เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับชนิด A  แต่จากสถานการณ์ดังกล่าวไม่ต้องกังวล คือ ตระหนักได้ แต่อย่าตระหนก

“นอกจากนี้ที่ต้องระวังคือ ในพื้นที่ภาคเหนือ อย่างเชียงใหม่ ที่มีปัญหาฝุ่นควันอยู่นั้น  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฝุ่นควันจากการเผาไหม้ ทำให้แตกต่างจาก กทม. ที่พบ พีเอ็ม 10 มากกว่าพีเอ็ม 2.5  ดังนั้น เราสามารถป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยธรรมดาก็ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง  แต่ที่ต้องระมัดระวังคือ กลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ก็น่ากังวล เนื่องจากเมื่อเราประสบปัญหาเรื่องฝุ่น จะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจขับไล่ฝุ่นน้อยลง และทำให้เยื่อบุเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น เมื่อเรารับเชื้อไข้หวัดใหญ่ก็จะทำให้มีความไวต่อเชื้อ ป่วยได้มากขึ้น ดังนั้น กลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มที่ดูแลสุขภาพไม่ค่อยดีมากก็ต้องระวัง” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มผู้สูงอายุจะป่วยไข้หวัดใหญ่ง่ายกว่ากลุ่มอื่นหรือไม่ นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ก็เป็นไปได้หมด แต่กลุ่มผู้สูงอายุ เป็น 1 ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องรับวัคซีนป้องกันอยู่แล้ว เพียงแต่ที่พบเพิ่มขึ้นนั้น อาจมาจากผู้สูงอายุสมัยนี้แตกต่างจากเดิม คือ ไม่ได้อยู่ที่บ้านอย่างเดียว แต่มีความแอ๊กทีฟมีการทำงานนอกบ้าน ก็อาจทำให้สัมผัสเชื้อได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับ 7 กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรค ได้แก่ 1.หญิงตั้งครรภ์ 2.เด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี 3.ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง อาทิ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน  4.บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 6.ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง  รวมผู้ติดเชื้อ HIV  ที่มีอาการ  และ 7.ผู้ที่มีโรคอ้วน  น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม

“โดยใน 7 กลุ่มเสี่ยง ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะมีวัคซีนในการฉีดป้องกันโรคให้ประมาณกว่า 3 ล้านโดส ส่วนกรมควบคุมโรคจะเตรียมไว้อีก 4 แสนโดส สำหรับใน 2 กลุ่มเพิ่มเติม คือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และกลุ่มที่มีอยู่ในสถานที่มีความเสี่ยง เช่น อยู่รวมกันจำนวนมาก อย่างเรือนจำ  ค่ายทหาร เป็นต้น ซึ่งวัคซีนที่เตรียมไว้จะเป็นวัคซีน 3 สายพันธุ์ คือ เชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิด A (H1N1) ชนิด A (H3N2) และชนิด B ส่วนคนที่กังวลว่า หากรับสายพันธุ์อื่นจะเป็นอย่างไร จริงๆในประเทศไทยสวนใหญ่จะเป็น 3 สายพันธุ์นี้ แต่หากนอกเหนือจากนี้ก็น้อยมาก แต่หากเป็นจริงๆ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะอย่างไรเสียก็สามารถลดความรุนแรงได้ เรียกว่า ฉีดดีกว่าไม่ฉีดเลย” อธิบดี คร.กล่าว

ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ  ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวว่า จากการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าในปี 2562  สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่น่าจะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ไว้ล่วงหน้า เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายจากการหายใจ ไอ จาม หรือแม้แต่การหอมแก้มก็สามารถติดได้  แต่อย่างไรก็ตามการป้องกันก็สามารถทำได้ง่ายด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน ทั้งนี้สำหรับประเทศไทย ปัจจุบัน ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ได้มีการจัดหาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว ประกอบด้วย 7 กลุ่ม  แต่กลับพบว่า กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มารับวัคซีนน้อย เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ทั้งนี้ในส่วนของหญิงตั้งครรภ์ อยากให้มารับวัคซีนกันให้ครบ เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ร่างกายจะอ่อนแอ การได้รับวัคซีนจะช่วยให้ร่างกายแม่และเด็กปลอดโรค ซึ่ง WHO ก็มีการยืนยันแล้วว่าการฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์ไม่มีปัญหา หรือส่งผลกระทบต่อเด็ก

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ  ทองเจริญ