คุก2โจ๋คนละ 7 ปี รุมทำร้ายลูกพ.ต.ท.สาหัสหลังวิวาทที่ร้านอาหารหลังม.ธุรกิจบัณฑิตย์

26.03.19 | 13:14 น.
แฟ้มภาพ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 มีนาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.531/2561 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้อง นายธนายุทธ ขันทอง ชื่อเล่นซีน อายุ 20 ปี ชาว จ.นนทบุรี และนายธนภัค สุพรรณเภสัช ชื่อเล่นเพิร์ธ อายุ 21 ปี ชาวกรุงเทพฯ นายปิยะชัย สิริสมานศักดิ์ ชื่อเล่นเป้ อายุ 26 ปี นายภูมิศักดิ์ ศิริราช ชื่อเล่นมิ๊ก อายุ 26 ปี และนายสุขสันต์ นกศิริ ชื่อเล่นยีนส์ อายุ 24 ปี เป็นจำเลยที่ 1-5 ในคดีร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน


คำฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2560 เวลากลางคืน จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันขับรถจักรยานยนต์พุ่งชนรถจักรยานยนต์ของนายกุลธวัช วิสิทธิ์ อายุ 28 ปี ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นลูกชายนายตำรวจยศ พ.ต.ท.ของกองบัญชาการสื่อสาร จนล้มลงกับพื้นและได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายกระทืบ เตะ ต่อยผู้เสียหายเข้าที่บริเวณศีรษะและร่างกายหลายครั้งและร่วมกันใช้น้ำมันที่จำเลยทั้งห้าได้ตระเตรียมใส่ขวดแก้วมาปาใส่ผู้เสียหายจนเกิดเปลวไฟลุกไหม้เผาร่างกายของผู้เสียหาย อันเป็นการทรมานและโดยทำทารุณโหดร้าย ทำให้ผู้เสียหายมีเลือดออกชั้นเยื่อหุ้มสมอง และมีบาดแผลไฟไหม้ที่ขาทั้งสองข้าง จำเลยทั้งห้าได้ลงมือฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองและทรมาน แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากแพทย์ได้ทำการรักษาผู้เสียหายได้ทันท่วงที ผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัส แต่ไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยทั้งห้า เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289

โดยในวันนี้จำเลยทั้งห้าเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว ทางนำสืบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 21 พ.ย.2560 นายกุลธวัช ผู้เสียหาย ได้ไปดื่มสุราที่ร้านสามล้อบาร์แอนด์ เรสทัวรองท์ ซอยชินเขต 2/26 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. เวลา 23.30 น. มีกลุ่มวัยรุ่นมาเที่ยวที่ร้าน โดยนั่งในห้องแอร์แล้วทะเลาะวิวาทกับนายสุขสันต์ จำเลยที่ 5 ซึ่งนั่งดื่มอยู่ภายในร้าน จากนั้น นายกุลธวัช ผู้เสียหาย จึงเข้าไปช่วยเจ้าของร้านอาหารดังกล่าวห้ามปรามไม่ให้กลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งปรากฏว่า นายสุขสันต์ จำเลยที่ 5 มีรอยถูกตบด้วยแก้วที่ใบหน้า ก่อนที่เจ้าของร้านจะบอกให้นายสุขสันต์ จำเลยที่ 5 กลับบ้านไป แต่หลังจากนั้น นายสุขสันต์ จำเลยที่ 5 ได้ติดต่อให้ผู้ต้องหากับพวกอีกหลายคนมาที่ร้านสามล้อดังกล่าว และพยายามจะเข้าไปในร้านแต่ถูกห้ามไว้ จึงทำได้เพียงขับรถวนเวียนอยู่บริเวณหน้าร้าน จนกระทั่งเวลา 01.20 น. ขณะที่นายกุลธวัช ผู้เสียหาย ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากร้านดังกล่าว จำเลยที่ 5 ได้ขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามไปพร้อมกับจำเลยที่ 2-4 โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุได้ขี่รถประกบทางด้านขวา และจำเลยที่ 1 ได้ใช้เท้าถีบ ทำให้รถจักรยานยนต์ผู้เสียหายเสียหลักล้มลงจนผู้เสียหายหมดสติ เนื่องจากศีรษะกระแทกพื้น จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้รุมทำร้ายและขว้างขวดแก้วใส่รถจักรยานยนต์ผู้เสียหายจนเกิดไฟลุกไหม้ได้รับบาดเจ็บสาหัส และนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่ภายหลังต้องถูกตัดขาและมีบาดแผลที่ใบหู หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และกลุ่มเพื่อนจึงพากันหลบหนีไป เห็นว่าคดีโจทก์มีพยานหลักฐานแน่นหน้าที่เป็นเจ้าของร้าน เจ้าหน้าที่ รปภ. พนักงานสอบสวน ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และคำให้การของผู้เสียหาย ที่แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่นายกุลธวัช ผู้เสียหาย สามารถจดจำใบหน้านายสุขสันต์ จำเลยที่ 5 และนายธนายุทธ จำเลยที่ 1 จากแสงไฟของรถจักรยานยนต์และไฟฟ้าส่องสว่างข้างทางได้ ซึ่งสาเหตุที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกไฟไหม้และต้องถูกตัดขาในภายหลัง สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และ 5 เเม้ผลตรวจพิสูจน์ที่เกิดเหตุไม่พบน้ำมัน หรือเศษจากการระเบิด

Advertisement

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 เเละ 5 มีความผิดจำคุกคนละ 7 ปี และให้จำเลยที่ 1 และ 5 ชดใช้ค่าเสียหาย รวมเป็นเงิน 6,349,830 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-4 ยกประโยชน์เเห่งความสงสัยให้จำเลยยกฟ้อง