‘บิ๊กโจ๊ก’ แถลงจับกุม ตัวการหลักเครือข่าย ‘กาแฟแคชแบ็ค’ ฉ้อโกงเหยื่อเสียหายกว่า 3 พันล.
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ ห้อง ศปก.กก.3 บก.ทท.1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสาร (ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปอส.ตร.) พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. นายกิตติพงศ์ กิตติขจร รองผู้อำนายการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมตำรวจ สตม. ตำรวจท่องเที่ยว สภ.สุวรรณภูมิ ชุด ศปอส.ตร. และเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถลงข่าวการรับตัว นายกิตติกร วรรณวสุธร หรือกร ผู้ต้องหาในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน จากประเทศเวียดนาม โดยการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศไทย-เวียดนาม
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า รับร้องเรียนจากประชาชน ซึ่งตกเป็นเหยื่อกลุ่มมิจฉาชีพ เครือข่ายแชร์ลูกโซ่บริษัท กาแฟ แคชแบ็ค จำกัด มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนให้มาร่วมลงทุนอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า 105% ต่อเดือน มีประชาชนหลงเชื่อร่วมลงทุนจำนวนหลายพันราย ต่อมาบริษัทได้ปิดตัวลงกลุ่มผู้บริหารได้นำทรัพย์สินหลบหนี มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วกว่า 1,000 ราย มูลค่าความเสียหายมากกว่า 3,000 ล้านบาท

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ต่อมา ศปอส.ตร. ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมด 8 ราย จากการสืบสวนขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาหลังจากออกหมายจับ ผู้ต้องหาหลบหนีออกจากประเทศไทยไปอยู่ที่ประเทศเวียดนาม ทางศปอส.ตร.จึงทำหนังสือไปยังกรมการกงสุลเพื่อขอยกเลิกหนังสือเดินทางผู้ต้องหาทั้งสองราย และประสานความร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเวียดนาม ออกไล่ล่าติดตามจับกุมตัว จนจับกุมตัวและประสานส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย ส่วนน.ส.สิรวัญพร ไชยวัชรคุปต์ อยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัว
รองผอ.ศปอส.ตร. กล่าวว่า ความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน” ระวางโทษ” จำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา343 ความผิดฐาน “กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” ระวางโทษ “จำคุก 5 -10 ปี ปรับ 5แสน -1 ล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่” ตาม พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 , 5 , 12 ความผิดฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ระวางโทษ “จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ” ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 มาตรา 14(1)


