เปิดแผนบริหารจัดการ สู้วิกฤต ภัยแล้ง
“ประเทศไทยเรา ฤดูร้อน กับความแห้งแล้งก็มักจะมาคู่กัน” สุวัฒน์ เปี่ยมปัจจัย อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว พร้อมกับอธิบายว่า เป็นเรื่องปกติของการเกิดฤดูกาลธรรมชาติ ซึ่งฤดูร้อน ฝนจะตกน้อยกว่าปกติ ทำให้หลายพื้นที่ ขาดน้ำ หรือ ที่เรียกกันว่าแห้งแล้ง แต่ก็ไม่ถึงกับแห้งแล้งแบบปูพรม หรือแล้งทุกอนูพื้นที่ มีแล้งเป็นบางพื้นที่ หรือถ้าคิดเป็นรายจังหวัด ก็อาจจะแล้งบางจุด บางอำเภอ
อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ บอกด้วยว่า ปริมาณน้ำฝนปี 2562 นี้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่อุณหภูมิของช่วงเวลาเดียวกันจะสูงกว่าโดยเฉลี่ย ทำให้น้ำผิวดินระเหยมากกว่า จึงมีสภาพเหมือนแล้งหนักกว่า แต่เป็นแล้งบางจุด ซึ่งสภาพดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้เกินความคาดหมาย ที่กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมป้องกันบรรเทาสารณะภัย(ปภ.) หรือกรมชลประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมทรัพยากรน้ำ ได้เตรียมการป้องกันภาวะการขาดน้ำสำหรับพื้นที่เสี่ยงมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมปี 2561 แล้ว
“ช่วงที่น้ำเยอะๆเราใช้วิธีสูบทอนน้ำ จากแหล่งน้ำธรรมชาติมาเติมในแหล่งน้ำดิบที่มีแนวโน้มว่าน้ำจะยุบ หรือน้ำลดลงไป โดยเติมให้เต็ม เพื่อประวิง หากช่วงฝนทิ้งช่วงนานๆน้ำจะไม่แห้งมากนัก ซึ่งทอนน้ำไปเติมแล้วกว่า 19 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนพื้นที่ไหนที่ขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ ก็ใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ปภ. จังหวัด รวมถึงกรมทรัพยากรน้ำเอง มีรถน้ำบริการแจกน้ำบรรเทาความเดือดร้อนทุกวัน ทั้งนี้ คาดการว่า ภายในกลางเดือนพฤษภาคมน่าจะเมมีฝนตกลงมาแล้ว”นายสุวัฒน์ กล่าว
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ(ประเทศไทย) กล่าวว่า เทียบปีนี้กับปีที่ผ่านมา พบว่า ปีนี้อากาศร้อนมาก น้ำผิวดินระเหยมากกว่าปีที่แล้วมาก สังเกตจากต้นไม้ที่ปลูกในสวน ต้องรดน้ำทุกวันมิฉะนั้นจะแห้งเหี่ยวเร็วมาก โดยปีก่อนหน้านี้ ไม้บางชนิดไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันก็อยู่ได้ คาดการณ์ว่า แหล่งน้ำขนาดเล็กนอกเขตชลประทาน เช่น สระน้ำ บ่อน้ำ หนองน้ำ หลายๆพื้นที่น่าจะแห้งหมด หากภายในสิ้นเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ไม่มีฝนตกลงมาเติมน้ำ
“ปีนี้อุณหภูมิสูง ฝนทิ้งช่วงนาน ปีที่แล้วก็แล้ง แต่แล้งแค่ช่วงสั้นๆ คือ ฝนทิ้งช่วงสัก 20 วัน แล้วก็ตกลงมา สลับกันแบบนี้ ทำให้ปีนี้ในพื้นที่ชลประทาน มีน้ำต้นทุนค่อนข้างเยอะ คือ เยอะกว่าปีที่ผ่านมาถึง 4 เท่า โดยปีนี้มีน้ำใช้ในพื้นที่ชลประทานประมาณ 2 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร จากปีที่แล้วมีเพียง 5 พันล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น”
นายหาญณรงค์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การที่น้ำในพื้นที่ชลประทานเยอะไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องวางแผนบริหารจัดการอะไร เพราะการบริหารจัดการน้ำนั้นจำเป็นจะต้องทำตลอดเวลา เพราะ น้ำในวันนี้ก็หมายถึงน้ำในอนาคตข้างหน้าด้วย อย่างน้ำในระบบชลประทานที่มีมากปีนี้ ก็เป็นผลมาจากระบบบริหารจัดการในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา ที่ถือว่า มีการบริหารจัดการค่อนข้างดี เช่น การทำความเข้าใจกับเกษตรกรเรื่องการปลูกพืชในฤดูแล้ง พื้นที่ไหนควร หรือไม่ควรทำนาปรัง หรือพื้นที่ไหนควรปลูกพืชชนิดใด ซึ่งถือว่า การทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องนี้ค่อนข้างจะได้ผลดี ทำให้เหลือน้ำต้นทุนมาสำหรับใช้ในปีต่อไปได้อย่างไม่ลำบาก
“ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน ยอมรับว่า หลังจากนี้อีก 1 เดือน หากฝนยังไม่ตกก็ลำบาก เพราะน้ำเหลือน้อย และที่เหลืออยู่ก็ระเหยเร็วมาก เนื่องจากอากาศร้อนผิดปกติ การแก้ไขโดยการแจกน้ำนั้นเป็นแค่ปัญหาปลายทาง ซึ่งก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆและจะเป็นแบบนี้ทุกปีหากไม่มีระบบบริหารจัดการ ทั้งนี้รัฐบาลควรจะส่งเสริมเกษตรกรที่อยู่นอกพื้นที่ชลประทานได้มีแหล่งน้ำขนาดเล็กเป็นของตนเอง เพื่อให้สามารถสำรองน้ำไว้ใช้ได้ในช่วงฤดูแล้ง เช่น การขุดบ่อ หรือสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กไว้ใช้ ซึ่งการจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กนอกพื้นที่ชลประทานนั้น มีความสำคัญมากไม่ต่างจากการหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันนี้ พบว่า พื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตชลประทานทั่วประเทศ มีแหล่งน้ำขนาดเล็กไม่ถึง 20%เท่านั้น”ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าว
นายหาญณรงค์ กล่าวด้วยว่า การพึ่งพาตัวเอง เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ แต่ดูเหมือนในยุทธสาสตร์ 20 ปีเรื่องการจัดการทรัพยากรประเทศก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก นั่นคือ ไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนได้พึ่งพาตัวเองในการบริหารจัดการน้ำมากนัก แต่จะไปเน้นเรื่องของการจัดหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่มากกว่า เช่น การมองเรื่องการสร้างเขื่อน หรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มากกว่าให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกษตรกรมีแหล่งขนาดขนาดเล็กในพื้นที่ของตัวเอง หรือแม้กระทั่ง บ้านเรือนที่อยู่อาศัยสำหรับพื้นที่ที่เคยขาดแคลนน้ำอยู่บ่อยๆก็น่าจะมีการส่งเสริมให้มีอุปกรณ์กักเก็บน้ำให้เหมาะสมตามจำนวนคนที่อยู่อาศัย การขุดบ่อน้ำเพื่อเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ เช่นนี้จะมีความยั่งยืนในแง่ของการบริหารจัดการน้ำมากกว่า

