ยึด’วีออส’ซุกยาบ้าเฉียด 6 แสนเม็ดกลางกรุง ตรวจทะเบียนรู้เจ้าของรถแล้ว

3.04.19 | 12:44 น.

เมื่อเวลา​ 11.00​ น.วันที่​ 3​ เมษายน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ​ ศรีวรขาน​ รองผบ.ตร.พร้อมพล.ต.ท.สุทธิพงษ์​ วงษ์ปิ่น​ ผบช.น.​ พ.ต.อ.รังสรรค์​ สอนสิงห์​ ผกก.สน.ดอนเมือง​ พ.ต.ท.สุทธิพร​ สุกก่ำ​ รองผกก.สส.และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน​ สน.ดอนเมือง​ ร่วมกันแถลงผลการจับกุมยาเสพติด​ พร้อมของกลาง​ยาบ้า​ 596,000 เม็ด​ รถเก๋ง​ ยี่ห้อโตโยต้า​ รุ่นวีออส สีบรอนด์เงิน​ ทะเบียน​ ศง6097 กรุงเทพ​ โทรศัพท์มือถือ​ 1​ เครื่อง​


พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ​ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสน.ดอนเมือง​ สืบทราบว่าจะมีการนัดหมายส่งมอบยาเสพติดบริเวณถนนสรงประภา​ แขวงสีกัน​ เขตดอนเมือง​ จึงได้นำกำลังออกตรวจตรา​ กระทั่งเมื่อเวลา​ 05.00 น.ของวันที่​ 2​ เม.ย.พบรถยนต์ต้องสงสัย​ จอดทิ้งไว้บริเวณ​ซอยแจ้งวัฒนะ14​ แขวงทุ่งสองห้อง​ เขตดอนเมือง​ จึงได้ทำการซุ่มโป่งสังเกตการณ์จนกระทั่งถึงเวลา​ 06.30 น.ของวันที่​ 3​ เม.ย.แต่ไม่พบกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดมารับรถคันดังกล่าว​ จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะไหวตัวทันจึงทิ้งรถหลบหนี​ เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจค้น​ พบกุญแจรถวางอยู่ที่ล้อหน้าด้านขวา​ และเมื่อทำการเปิดกระโปรงท้ายรถ​ พบกระสอบข้าวจำนวน​ 3​ กระสอบ​ ภายในบรรจุยาบ้ามัดอย่างดีจำนวน​ 300​ มัด​ จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบ

พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ เปิดเผยว่าในการจับกุมครั้งนี้​ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่​ 22​ มี.ค.ทางเจ้าหน้าที่ชุดจู่โจม​ สน.ดอนเมือง ได้จับกุมนายอัครพล​ ช้างกร​ อายุ​ 31​ ปี​ ขณะขับขี่จักรยานยนต์​ อยู่บริเวณภายในโรงงานเทยินโพลีเอสเตอร์​ (โรงงานร้าง)​ ถนนวิภาวดี80​ แขวงสนามบิน​ เขตดอนเมือง​ โดยกำลังนำยาบ้่าจำนวน​ 20,000​ เม็ด​ ไปส่งให้กับลูกค้า​ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้สืบสวนจนทราบว่า​ กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวจะมีการลักลอบส่งยาเสพคิดอีก​ จึงได้นำกำลังออกตรวจตราจนสามารถตรวจยึดของกลางในครั้งนี้ได้เป็นจำนวนมาก

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบวงจรปิด​ รวมถึงตรวจสอบรถคันดังกล่าวมาเป็นของใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร​ เหตุใดจึงถูกนำมาจอดทิ้งไว้ เพื่อสืบสวนขยายผลหากลุ่มผู้กระทำผิด ส่วนของกลางส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Advertisement

รายงานข่าวแจ้งว่า​สำหรับรถยนต์คันดังกล่าวจากการตรวจสอบทะเบียนรถ​ มีชื่อของหญิงคนหนึ่ง​ ในจังหวัดนครปฐมเป็นผู้ครอบครอง​ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง