ไปทำงาน “เกาหลีใต้” ให้ถูกวิธีมีกม.คุ้มครอง

21.05.16 | 17:46 น.

ปัจจุบันแรงงานไทยยังคงนิยมเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากปัจจัยด้านค่าแรงงานที่สูงกว่าในประเทศค่อนข้างมาก โดยประเทศที่แรงงานไทยเดินทางไปทำงานมากที่สุด 10 ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน อิสราเอล สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮ่องกง กาตาร์ บรูไนและมาเลเซีย

ถือเป็นด้านดีที่แรงงานไทยต่างหาโอกาสเดินทางไปทำงานต่างประเทศเพื่อส่งเงินกลับเข้าประเทศในทุกปี

แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง ด้วยค่าแรงในต่างประเทศที่สูงกว่าไทยถึง 2-3 เท่า ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดขบวนการนายหน้าเถื่อน นำแรงงานไทยไปทำงานในประเทศต่างๆ ซึ่งแรงงานบางส่วนอาจได้งานทำจริง แต่บางส่วนก็ถูกปล่อยเกาะให้เผชิญชะตากรรมเอาเอง ทั้งนี้ประเทศที่คนไทยนิยมลักลอบเข้าเมืองไปทำงานคือเกาหลีใต้ เพราะเป็นประเทศที่เปิดให้คนไทยเข้าไปท่องเที่ยวได้ไม่ต้องขอวีซ่าเป็นเวลาถึง 90 วัน

ทั้งนี้ ในทุกปีสำนักงานแรงงานในต่างประเทศจะร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตในประเทศที่มีคนไทยไปทำงานเยอะ อย่างไต้หวันและเกาหลีใต้ จะร่วมกันจัดงานสงกรานต์ เพื่อให้แรงงานไทยได้คลายความคิดถึงบ้าน โดยในโอกาสที่เดินทางไปร่วมงานสงกรานต์ของแรงงานไทย นายสุเมธ มโหสถ รองปลัดกระทรวงแรงงาน จึงถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนแรงงานไทยและร่วมพูดคุยกับนายจ้างชาวเกาหลีใต้

นายสุเมธกล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีแรงงานที่เข้าไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างถูกต้องตามกฎหมายตามระบบจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐ หรือระบบ EPS จำนวนประมาณ 30,000 คน และเกาหลีใต้มีความต้องการแรงงานในจำนวนที่สูงขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่ต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างและเกษตร จากการเยี่ยมชมสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานไทยและการพูดคุยสอบถามรายละเอียดการทำงาน ที่พัก รวมไปถึงสวัสดิการต่างๆ จากนายจ้างชาวเกาหลีแล้ว พบว่านายจ้างดูแลเรื่องสวัสดิการเป็นอย่างดี บางส่วนจัดที่พักอาศัยให้ฟรีไม่มีค่าน้ำค่าไฟ โดยแรงงานจะถูกหักค่าประกันสุขภาพและค่าอาหารรายเดือนตามที่ตกลงกันในสัญญาจ้างแต่ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่สูงมาก
“โดยรวมนายจ้างชาวเกาหลีใต้ชื่นชอบแรงงานไทยเพราะมีความขยัน มีความสามารถที่หลากหลาย โดยเกาหลีใต้มีระบบการดูแลแรงงานต่างชาติที่ดี มีความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน” นายสุเมธกล่าว และว่า ส่วนการจัดส่งแรงงานไทยมาทำงานที่เกาหลีนั้นพบปัญหาว่า ที่ผ่านมาแรงงานไทยมักจะสอบผ่าน การทดสอบความสามารถทางภาษาเกาหลี น้อย ซึ่งเป็นการสอบวัดระดับความรู้ภาษาเกาหลีเพื่อขึ้นทะเบียนรอการไปทำงานกับนายจ้างชาวเกาหลีใต้ จึงมองว่าไทยควรยกระดับคุณภาพของโรงเรียนสอนภาษา และที่น่าเป็นห่วงคือแรงงานส่วนใหญ่ที่สอบตกจะพยายามหาทางลักลอบเข้าไปทำงานที่เกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย

Advertisement

นายสุเมธกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบแรงงานบางส่วนที่สอบผ่านการทดสอบภาษาเกาหลีแต่เลือกที่จะลักลอบเข้าเกาหลีใต้เพื่อทำงาน เนื่องจากงานที่นายจ้างเลือกไม่ใช่งานที่ถนัด และการจ้างงานระบบนี้ไม่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ ซึ่งทางการเกาหลีใต้ยึดหลักให้สถานประกอบการเป็นคนเลือกลูกจ้างเอง แต่เป็นการเลือกบนพื้นฐานกว้างๆ เช่น การเลือกจากเพศ ช่วงอายุ เป็นต้น ทั้งนี้หากจะป้องกันการลักลอบเข้ามาทำงานผิดกฎหมายของแรงงานชาติต่างๆ โดยมองว่าไทยอาจจะต้องมีมาตรการสกัดแรงงานไทยที่จะลักลอบเข้ามาทำงานที่เกาหลีใต้ให้เข้มงวดมากขึ้น ดีกว่าที่จะปล่อยให้มาโดนสกัดจากตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้ เพราะเสี่ยงจะถูกห้ามเข้าประเทศ
ทั้งนี้จากข้อมูลการทดสอบภาษาเกาหลีปี 2559 พบว่ามีผู้สมัครเข้าทดสอบกว่า 10,000 คน ในขณะที่เกาหลีใต้แจ้งตัวเลขความต้องการแรงงานที่ 6,100 คน โดยผลสอบล่าสุดมีผู้ผ่านการทดสอบจำนวน 6,000 คน ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าปีก่อนๆ ที่มักจะสอบผ่านเพียงร้อยละ 40 ของความต้องการแรงงานเท่านั้น

ด้าน นายศักดิ์นคร พรหมศรี อายุ 35 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเดินทางเข้ามาทำงานในเกาหลีใต้กว่า 2 ปี กล่าวว่า ก่อนที่จะเข้าทดสอบก็เตรียมตัวเรื่องภาษาเกาหลี เพราะการจะมาทำงานที่นี่ต้องสื่อสารได้ในระดับหนึ่ง คนที่อยากมาทำงานเกาหลีใต้นั้นขอแนะนำให้เตรียมพร้อมในเรื่องภาษา ทั้งนี้ตนในฐานะที่เข้ามาทำงานในเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมายนั้นมองว่ามีข้อดีคือได้รับสิทธิตามกฎหมายของเกาหลีใต้ รัฐบาลคุ้มครอง มีประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ และนายจ้างดูแลความเป็นอยู่ทั้งหมด ทั้งที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ อาหาร อีกทั้งเราจะเดินทางออกไปเที่ยวที่อื่นๆ ก็ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนจับ เพราะเราเข้าเมืองมาอย่างถูกกฎหมาย ในขณะที่คนที่ลักลอบเข้าเมืองมาจะต้องหลบเจ้าหน้าที่ ไม่กล้าออกไปไหน

“เคยคุยกับคนที่ลักลอบเข้ามาทำงาน เขาบอกว่าเขาไม่อยากรอขึ้นทะเบียนและให้นายจ้างเลือกมาทำงาน เพราะใช้เวลานาน การลักลอบเข้าเมืองเขาสามารถเลือกงานได้ ไม่เหมือนผมที่นายจ้างเป็นคนเลือก แต่เขาก็จะมีความเสี่ยง เช่น บางครั้งเงินเดือนออกช้า นายจ้างบางคนก็ไม่จ่ายเงิน เป็นต้น” นายศักดิ์นครเล่า

ส่วนนายบัญญัติ พลลาภ อายุ 39 ปี จากจังหวัดนครพนม ที่เดินทางมาทำงานอย่างถูกกฎหมายประมาณ 2 ปี เล่าว่า นายจ้างชาวเกาหลียอมรับฝีมือแรงงานไทยว่ามีความสามารถ แต่ยังพบปัญหาคือภาษาที่เรียนมาเพื่อสอบภาษากับการใช้จริงนั้นไม่เหมือนกัน ทำให้บางครั้งก็ต้องใช้ภาษามือกับหัวหน้างาน อยากให้หน่วยงานของไทยจัดสอนภาษาในระยะเวลาที่นานกว่าเดิม เพราะจากที่คุยกับเพื่อนคนงานประเทศอื่นๆ พบว่าเขาเรียนภาษาเกาหลีก่อนสอบอย่างน้อย 3 เดือน ในขณะที่ไทยเรียนน้อยกว่านั้นทำให้แรงงานจำนวนมากสอบไม่ผ่าน

ปัจจุบันมีแรงงานไทยจำนวนมากลักลอบเข้าไปทำงานที่เกาหลีใต้ บางคนมีนายหน้าอ้างว่าสามารถพาไปทำงานได้โดยถูกกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง การที่คนไทยจะเข้าไปทำงานที่เกาหลีใต้ได้มีเพียงวิธีเดียวคือการทดสอบภาษาเกาหลีเพื่อขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน ดังนั้นแรงงานต้องรู้เท่าทันนายหน้าและอย่าตกเป็นเหยื่อ