ชอบคำของ “อานันท์ ปันยารชุน” ที่ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ทนต่อความเห็นที่แตกต่างกัน
เป็นสังคมที่ไม่ค่อยอยากฟังความเห็นที่แตกต่าง และก็ไม่พร้อมที่จะคุยกันในเรื่องความแตกต่างทางความเห็น ทุกอย่างจะเป็นขาวเป็นดำ ทุกสิ่งจะเป็นเรื่องผิดเรื่องถูก
นั่นไม่ใช่คำคมอะไร ไม่ได้เล่นลิ้น ไม่ใช่วาทกรรม แต่เป็นคำที่ถอดจากระบบความคิดและประสบการณ์ชั่วชีวิตที่ได้เห็น
กล่าวตามจริง ไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ “พุทธธรรม” มีอานุภาพยึดครองจิตใจผู้คนได้น้อยกว่าพุทธภูตผีปีศาจ
“ระบบความคิด” ที่เป็นวิทยาศาสตร์ตามหลักโยนิโสมนสิการและเปิดกว้างอย่าง “กาลามสูตร” จึงไม่หยั่งรากลงในสังคมไทย
เมื่อระบบความคิด “ไม่แข็ง” และ “ไม่เปิด” ก็มากไปด้วยความอ่อนไหว โอนเอน เชื่อง่าย ลมเพลมพัด เมื่อเจอ “กระแส” อะไรที่ถูกสร้างขึ้นมาก็อาจถึงขั้นหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ระบบความคิดไม่มั่นคงจะไม่กล้าเผชิญกับความผิดแผกแตกต่าง
กลัวความเปลี่ยนแปลงและท้าทาย
อย่างเช่นตอนนี้ ขณะที่บรรยากาศบ้านเมืองเริ่มจะเปลี่ยนไป เมื่อเลือกตั้งเสร็จ บรรดาผู้แทนราษฎรก็อยู่ระหว่างแบ่งข้างจัดขั้วและรวมตัวเพื่อจัดตั้งรัฐบาล จะมีปัญหาอะไรกันบ้างก็เป็นปกติของสังคมที่เป็นประชาธิปไตย แต่ทำไมจู่ๆ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ถึงต้องออกมาฮึ่มฮั่มสอนวิชา “การเมืองการปกครอง”
น่าจะพอกันเสียทีกับการ “กล่าวหา” ที่อันตราย
เช่นว่า ซ้ายตกขอบ
เลยเถิดไปถึงว่า พยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ข้อนี้ยิ่งหนัก !
จะว่าไป “ผบ.ทบ.” คนนี้ก็มีใจคอกว้างขวางและเผชิญโลกกว้าง น่าจะเข้าใจว่า ภัยคุกคามที่แท้ในยุคนี้ไม่ใช่ลัทธิการเมืองเหมือนเช่นยุคสงครามเย็น
นิสิตนักศึกษาครูอาจารย์หรือแม้แต่นักการเมืองหัวใหม่มีเพียง “สมอง” กับ “ปาก”
ไม่มี “ปืน” !
ถ้าจะว่ากันตามประวัติศาสตร์ทางการเมือง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา “คนไม่มีปืน” ไม่เคยก่อการเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในสังคมไทย
แค่ผู้คนต้องการ “มี” และ “ใช้” เสรีภาพในการตรวจสอบ และทวงถามความโปร่งใสในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเดือดร้อนหรือเป็นภัยอะไรกันนักหนา
“ผบ.ทบ.” ถึงกับขุดเอาวาทกรรมยุค “ขวาพิฆาตซ้าย” ออกมาใช้!?!!

