ถ้าใครจดจำรำลึก 6 ตุลา 2519 ประวัติศาสตร์เลือดไม่ได้ก็ควรจะค้นคว้าศึกษาให้รู้ให้เข้าใจถ่องแท้
กว่าจะเกิด “6 ตุลา 19” ใช้เวลาบ่มเพาะจนสถานการณ์สุกงอมถึง 3 ปี แล้วจึงล้อมฆ่า
43 ปีล่วงมา ไม่เคยมีใครถูกนำตัวขึ้นศาล รับคำพิพากษา
ทั้งที่ ฆ่ากันกลางเมือง เผากันกลางสนามหลวง !
ไม่ควรจะมีอีกแล้ว เหยื่อคดีภัยต่อความมั่นคง
ไม่มีใครคิดล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
วันนี้แม้แต่ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” ยังรับรู้ “กลิ่นไม่ดี” นี้ได้ ใจที่มีธรรมจึงโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเตือนว่า ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มีผู้นำสถาบันระดับสูงมาปลุกปั่นจนเกิดความเกลียดชังรุนแรง และล้อมปราบนักศึกษาอย่างโหดเหี้ยม
“ส. ศิวรักษ์” ก็จับกระแสอันอ่อนไหวได้ทันท่วงที เฟซบุ๊กแฟนเพจ Sulak Sivaraksa จึงแพร่คลิปของ
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่สื่อสารให้กำลังใจกับสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ซึ่งมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่เป็นประหนึ่งสายล่อฟ้าว่า “ต้องใช้ขันติธรรม”
คนมือเปล่าต้องมีขันติ !
มีมือเปล่าต้องใช้ “สมอง” ขบคิดใคร่ครวญให้มากๆ ทั้งยังต้องระมัดระวังจังหวะก้าว อย่าตกหลุมพรางทางการเมือง
จงย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์
นับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 จนถึงวันนี้ ไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่ “คนมือเปล่า” จะก่อการเปลี่ยนแปลงอะไรได้
การเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยกำลังล้วนต้องอาศัย “คนมีปืน”
“ภัยความมั่นคง” แท้จริงไม่ได้มาจาก “คนมือเปล่า” หรือนักการเมืองที่เดินตามครรลองของระบอบเสรีประชาธิปไตย
เช่นนี้ ถ้ายุคสมัยนี้ เมื่อมีใครสักคนออกมาป่าวประกาศสร้างบรรยากาศเช่นยุค 6 ตุลา 19 ให้สันนิษฐานเอาไว้ก่อนว่า คือการทำลาย สาดโคลน ใส่ร้าย ป้ายสี
ในท่ามกลางเสียงเรียกหาความสงบ ความสมานฉันท์ “ขอให้เรารักกัน” แทบน่าเชื่อว่า ยังจะมีเสียงโหมโฆษณาว่าร้ายซ้ายดัดจริต คิดก่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
ไม่ควรจะมีใครตกเป็น “เหยื่อ” ของสถานการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นแบบนี้อีกต่อไป
ถ้าคิดจะพัฒนาประเทศจะสร้างความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงให้กับประเทศ
ต้องวางปืนลง
ไม่ควรคิดฆ่า คิดกำจัดใครด้วยวิธีเก่าๆ อีกแล้ว !?!!

