เคาะประมูลร้อน’อี-บิดดิ้ง’ เรื่องจริง-เรื่องฉาว !

22.05.16 | 15:01 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวพาดหัวไม้เกรียวกราว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ประกาศเอาจริงเอาจัง รังเกียจทุจริต คอร์รัปชั่น


มีหนังสือสั่งการ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กำกับควบคุมดูแลการตรวจสอบข้อเท็จจริง การทุจริตด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ : อี-บิดดิ้ง ของกรมบัญชีกลาง

เนื่องจากการตรวจสอบเบื้องต้นของกระทรวงยุติธรรมพบข้อมูลน่าสงสัยบางประการ จึงนำเสนอเรื่องต่อนายกฯและได้รับไฟเขียวให้รับไปดำเนินการสืบสาวเรื่องไม่ชอบมาพากลต่อ

อี-บิดดิ้ง มีที่มาที่ไปอย่างไร ก่อนกลายเป็นประเด็นร้อน ใครต่อใครออกมาเต้น ออกตัวพัลวัน

Advertisement

มาดูกัน

ระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐดำเนินการมาถึงระยะ 3 เปลี่ยนวิธีประกวดราคามาใช้วิธีอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เรียกว่า e-bidding (อี-บิดดิ้ง) และวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-market (อี-มาร์เก็ต)

จากเมื่อ 10 ปีก่อนใช้ระบบ e-auction (อี-ออคชั่น) พบช่องโหว่มาก เนื่องจากผู้ประมูลต้องมายื่นซองประมูลราคา และเคาะราคาแข่งขันยังตลาดกลาง อันเป็นสถานที่ของหน่วยงานราชการกำหนดไว้ ทำให้กลุ่มผู้ประมูล เจ้าหน้าที่ เจอหน้ากันบ่อยๆ จนนำไปสู่การฮั้วประมูลและเกิดการทุจริตขึ้นมาได้

จึงเปลี่ยนมาเป็นอี-บิดดิ้ง โดยเชื่อว่าจะแก้ปัญหาต่างๆ ได้

ระบบอี-บิดดิ้ง และอี-มาร์เก็ต เริ่มใช้มาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2558 ทั้งนี้บริษัทเอกชนที่ต้องการเข้าร่วมประมูลงานรัฐ ต้องลงทะเบียนไว้ในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของกรมบัญชีกลาง (e-GP) รวมถึงนำสินค้าและบริการเข้ามาในระบบข้อมูลสินค้า e-catalog (อี-แคตตาล็อก) ซึ่งอี-แคตตาล็อกถือเป็นระบบฐานข้อมูลสินค้า บริการ งานจ้างของผู้ขายและผู้ให้บริการ หากหน่วยราชการที่ต้องจัดซื้อจัดจ้างก็เข้าไปตรวจสอบ เพื่อคัดเลือกในอี-แคตตาล็อก

การจัดซื้อจัดจ้างมี 2 แบบ คือ อี-มาร์เก็ต เป็นการจัดซื้อ จัดหาสำหรับสินค้าและบริการ ที่มีข้อกำหนดหรือคุณสมบัติไม่ซับซ้อน เช่น กระดาษ อุปกรณ์สำนักงาน โดยเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิค กรมบัญชีกลางจะรวบรวมผู้ค้าและสินค้าในแต่ละชนิดไว้ที่อี-แคตตาล็อก เมื่อส่วนราชการต้องการซื้อสินค้าชนิดใดก็สามารถเข้าระบบเพื่อส่งประกาศไปให้กับผู้ค้า รวมทั้งผู้ค้าสามารถเสนอราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที เพื่อให้ส่วนราชการนำไปพิจารณา

ส่วนอี-บิดดิ้ง เป็นวิธีการจัดซื้อหรือจัดจ้าง สำหรับสินค้าหรือบริการที่มีรายละเอียดคุณลักษณะซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ เช่น งานก่อสร้างที่ต้องใช้ความประณีตเป็นพิเศษ ยาและเวชภัณฑ์บางประเภท และการพัฒนาระบบสารสนเทศ (ไอที) ที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับหน่วยงาน โดยให้ผู้ขาย ผู้ให้บริการ หรือผู้รับจ้างเข้ายื่นประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางระบบ e-GP

กรมบัญชีกลาง เชื่อว่าการประมูลแบบอี-บิดดิ้ง และอี-มาร์เก็ตนั้น ดีกว่าอี-ออคชั่น นอกจากลดการฮั้วประมูล ลดการทุจริตแล้ว ยังช่วยลดขั้นตอน ประหยัดเวลา เนื่องจากเป็นการดำเนินการผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ตั้งแต่ประกาศเชิญชวนประมูล การซื้อซองประกวดราคา การประมูล การประกาศผลการประมูล ทำให้ช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ประมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ลดโอกาสที่จะมีการเจรจาเพื่อเรียกรับสินบน หรือเจรจาเพื่อฮั้วประมูล

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่มีการใช้อี-บิดดิ้ง และอี-มาร์เก็ต อย่างเป็นทางการยังมีข้อกังขาถึงความโปร่งใส โดยมีทั้งข้อสงสัยว่าข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างหลุดไปถึงมือผู้รับเหมาคู่แข่ง จนนำไปสู่บางโครงการที่ชนะประมูลราคาห่างจากคู่แข่งเพียงหลักสิบ หลักร้อยล้านบาท รวมถึงข้อสงสัยว่าคนกรมบัญชีกลาง หรือผู้เกี่ยวข้องอาจนำข้อมูลการประมูลออกไปขาย นอกเหนือจากนี้มีข้อสงสัยว่า ข้อมูลการประมูลอาจโดนแฮกแล้วนำไปขายให้ผู้รับเหมา

จากข้อสงสัยดังกล่าวนำไปสู่คำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตอี-บิดดิ้ง เมื่อปลายเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา โดยมีโต้โผควบคุมการตรวจสอบ คือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เนื่องจากเรื่องนี้กระทรวงยุติธรรมมีข้อมูลจากสายข่าวที่เคยซื้อข้อมูลดังกล่าว และนำไปสู่ข้อสงสัยว่าการประมูลอี-บิดดิ้ง มีช่องโหว่

ขณะที่ นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวยืนยันว่า ข้อมูลที่กระทรวงยุติธรรมมีอยู่ในมือนั้นเป็นข้อมูลปลอมที่ถูกทำขึ้นเพื่อหลอกต้มตุ๋นระหว่างผู้รับเหมา ยืนยันว่าระหว่างการประมูลอี-บิดดิ้ง ไม่มีใครเข้าดูข้อมูลได้แม้แต่อธิบดีกรมบัญชีกลาง เนื่องจากเป็นระบบปิด จะสามารถดูข้อมูลได้หลังจบการประมูลแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีใครที่จะไปแฮกข้อมูลได้เพราะกรมบัญชีกลางมีระบบป้องกันภัยคุกคามคอมพิวเตอร์แน่นหนา ทั้งระบบรักษาความปลอดภัยที่เรียกว่าไฟร์วอลล์ รวมถึงว่าจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่มีความรู้ความสามารถมาทดสอบการแฮก นอกจากนั้นยังจ้างอาจารย์ที่มีความรู้มาครอสเช็ก เพื่อดูระบบอีกรอบหนึ่ง

นายมนัสกล่าวต่อว่า การที่จะเข้าระบบฐานข้อมูลอี-บิดดิ้ง มีเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลางทำได้เพียง 4 คน เป็นแอดมินที่เข้าไปแก้ไขเมื่อระบบมีปัญหา นอกจากนั้นยังมีระบบบันทึกการเข้าระบบของคอมพิวเตอร์ ว่าเข้าระบบมาจากเครื่องไหนและทำอะไรบ้าง รวมถึงห้ามเจ้าหน้าที่เข้าห้องควบคุมในช่วงเวลา 15.30-16.30 น. ที่ถือเป็นช่วงพีคของการประมูล

ก่อนหน้านี้กรมบัญชีกลางพบว่ามีผู้ไม่หวังดีนำรหัส username / password ของเจ้าหน้าที่บางคนที่ไม่มีการใช้งานแล้วไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งทางกรมบัญชีกลางระงับการใช้งานรหัส username / password ทันที รวมถึงหากไม่มีการใช้งานเกิน 1 ปีต้องถูกระงับ และให้ผู้ปฏิบัติงานต้องเปลี่ยน password ทุก 6 เดือน เป็นการดำเนินการนอกเหนือจากการเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น

กรมบัญชีกลางยืนยันและมั่นใจในความโปร่งใสมาตลอดตั้งแต่เริ่มดำเนินการ

แต่กระนั้นกระทรวงยุติธรรมก็มีข้อมูลอีกชุด อีกด้าน

เป็นข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วระดับหนึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ เจ้ากระทรวงจึงทำหนังสือลับด่วนที่สุด ที่ ยธ.02001/522 ลงวันที่ 4 เมษายน 2559 เรื่อง “รายงานการพบการทุจริตด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (อี-บิดดิ้ง) ของกรมบัญชีกลาง” ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้มอบหมายให้ กำกับ ควบคุม ดูแลการตรวจสอบ

และเมื่อทางทำเนียบตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับรายงานมา

28 เมษายน 2559 หรือประมาณ 3 สัปดาห์ สดๆ ร้อนๆ มานี่เอง พล.อ.ประยุทธ์ส่งหนังสือถึง รมว.ยุติธรรม ที่ นร 0405(ลน)/4249 มีบัญชา เห็นชอบให้ พล.อ.ไพบูลย์เป็นผู้กำกับ ควบคุม ดูแลการตรวจสอบข้อเท็จจริงการประกวดราคาอี-บิดดิ้ง

ขณะนี้ผู้ที่ได้รับมอบหมายอยู่ระหว่างดำเนินการสอบ มีข้อมูลในมือ มั่นใจว่ามีน้ำหนัก พอจะสืบสาวต่อ อะไรต่อมิอะไรได้

ทางฝั่งกรมบัญชีกลางเองก็มั่นใจในบุคลากร และระบบ

การตรวจสอบ โดยกระบวนการภายในของรัฐ เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการใช้จ่ายงบประมาณ ที่ผ่านมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตรวจสอบโครงการต่างๆ มากมาย ผ่าน ศอตช.บ้าง คตร.บ้าง ไม่ก็ใช้เครื่องมืออื่นๆ

การตรวจสอบ “อี-บิดดิ้ง” ก็เป็นเรื่องปกติ

ที่กรมบัญชีกลาง ต้องไปชี้แจงเรื่องถูกตั้งข้อสงสัย ต่อกระทรวงยุติธรรม

ต้นเรื่อง ที่ตั้งเรื่องสอบ

ที่เป็นที่มาที่ไปของข่าวครึกโครม “อี-บิดดิ้ง” ฉาว

เพื่อพิสูจน์ตัวเอง