เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 เมษายน ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าประตูทางออกของผู้โดยสารว่า มีกลุ่มชาวบ้านเดินทางมารอรับและให้กำลังใจนายเดชา ศิริภัทร ประธานและผู้ก่อตั้งมูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งจะเดินทางมาถึงด้วยเที่ยวบิน FD1041 สายการบินแอร์เอเชีย จากเวียงจันทน์ สปป.ลาว ถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 14.55 น. โดยมีกลุ่มมวลชนเดินทางมารอตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. จำนวนนับร้อยคน หนึ่งในนั้นคือ นายพรชัย ชูเลิศ ซึ่งเพิ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหลังได้รับการประกันตัวจากเรือนจำกลางสุพรรณบุรีวานนี้ จากการเข้าตรวจค้นมูลนิธิข้าวขวัญ โดยอ้างว่ามีการปลูกและครอบครองกัญชา
นายพรชัย หรือ อ.ซ้ง ซึ่งเตรียมพวงมาลัยดอกมะลิมาด้วย กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า ความรู้สึกขณะนี้มีทั้งความกังวลเรื่องคดีที่ตนประสบอยู่ รวมถึงความเป็นห่วงที่มีต่อผู้ป่วยซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณชาวไทยและเครือข่ายที่ส่งกำลังใจให้ตน รู้สึกตื้นตันใจมาก ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้าง ตลอดระยะเวลาในเรือนจำรู้สึกกดดัน สับสน แค่ได้มายืนตรงนี้ก็รู้สึกดีแล้ว เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนทั้งคืน แต่อย่างน้อยสถานการณ์นี้ทำให้สังคมตื่นรู้ว่าทางเลือกในการรักษามีอีกหลายทาง
นายสมศักดิ์ อ่อนสูงทรง อายุ 61 ปี แต่งกายด้วยชุดสีเขียว มีลวดลายใบกัญชา หนึ่งในสมาชิกกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เรื่องราคาน้ำมัน กล่าวว่า วันนี้ ตนเดินทางมาในฐานะประชาชนซึ่งเห็นด้วยกับแนวทางของ อ.เดชา อยากมาเพื่อให้กำลังใจแด่คนที่ทำเพื่อคนอื่น ซึ่งเป็นคนที่หาได้ยาก ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงได้รับผลตอบแทนเช่นนี้
“กัญชาเป็นพืชที่มีคุณสมบัติดีมากกว่าโทษ การปลูกไม่ได้เสียหาย ไม่เช่นนั้นเหตุใดต่างประเทศจึงศึกษาวิจัย เชื่อว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้ภาคเกษตรกรรม ช่วยเหลือผู้ป่วยให้อาการดีขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นกันมาแล้ว จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาอย่างจริงจังเรื่องนี้ ไม่ใช่มาจับคนที่ทำประโยชน์แก่สังคม” นายสมศักดิ์กล่าว

ต่อมาเวลาประมาณ 15.20 น. นายเดชา และคณะปรากฏตัวที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ฝูงชนต่างพากันตะโกนชื่อ เดชาๆๆๆๆ ซ้ำๆ กึกก้องสนามบินดอนเมือง พร้อมพากันชูป้ายมีข้อความต้อนรับ อ.เดชา และข้อความภาษาอังกฤษ save Decha


จากนั้น มีการแถลง ซึ่งมีข้อความอย่างเป็นทางการดังนี้
คำแถลงอย่างเป็นทางการของอาจารย์เดชา ศิริภัทร
ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ หลังกลับจากการเดินทางไปต่างประเทศ กรณีการจับกุมการมีกัญชาทางการแพทย์ในครอบครอง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และปปส.
ท่าอากาศยานดอนเมือง
วันที่ 10 เมษายน 2562
1. ผมขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่มาต้อนรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยซึ่งแม้ป่วยไข้แต่ก็ยังเดินทางมาเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่า การเข้าถึงยาจากกัญชาเป็นเรื่องสำคัญเพียงใด
ผมเสียใจที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาก่อนหน้านี้ได้ ด้วยภารกิจที่องค์กรในประเทศลาวได้เชิญไปศึกษา เรียนรู้ แลกเปลี่ยนกับหมอสมุนไพรพื้นบ้านของลาว จึงไม่สามารถยื่นขอประกันตัว และเดินทางไปรับตัวคุณพรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญออกจากที่คุมขังด้วยตนเอง
2. ผมยืนยันว่าการแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน โรคข้อ ลมชัก และอื่นๆนั้นเป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ เรื่องนี้อยู่เหนือกฎระเบียบล้าหลังใดๆ เพราะสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับยาและการรักษาเป็นสิทธิพื้นฐาน และศีลธรรมพื้นฐานของเรา
อย่างไรก็ตาม หลังจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับปรับปรุงแก้ไข มีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2562 เป็นต้นมา และเปิดโอกาสให้ “หมอพื้นบ้าน” สามารถยื่นขอนิรโทษกรรมการมีกัญชาเพื่อครอบครองทางการแพทย์ได้นั้น ก่อนการเดินทางไปประเทศลาวผมได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ยื่นเรื่องขอนิรโทษกรรม แต่กลับมาถูกจับกุมเสียก่อนทั้งๆที่ยังอยู่ในระยะเวลา 90 วัน
ผมเพิ่งทราบด้วยว่า หลังจากที่ตัวแทนของผมได้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอนิรโทษกรรมเมื่อวานนี้ (10 เมษายน 2562) แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยอ้างว่าการยื่นขอนิรโทษกรรมต้องมีหลักฐานว่าได้ครอบครองกัญชา ซึ่งตำรวจได้ริบไปหมดแล้ว อีกทั้งอ้างว่าไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผมเป็นหมอพื้นบ้าน ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งๆที่มีหนังสือรับรองจากมูลนิธิสุขภาพไทยที่เป็นผู้ประสานงานเครือข่ายหมอพื้นบ้านทั่วประเทศ ได้แสดงหลักฐานยืนยันก็ตาม
3. ผมขอยืนยันว่านอกเหนือจากการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆและเป็นครูสอนการปรับปรุงพันธุ์ข้าวแล้ว ผมยังทำหน้าที่เป็นหมอพื้นบ้านในการแนะนำการใช้สมุนไพร การปลูกพืชที่มีคุณค่าทางอาหารและยา มานานกว่า 20 ปี ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในหนังสือ เทคโนโลยีชาวบ้าน หมอชาวบ้าน เป็นต้น เป็นประจักษ์พยาน
กล่าวเฉพาะในช่วงกว่า 10 ปีมานี้ผมได้สนใจค้นคว้าทดลองยาจากกัญชามาโดยต่อเนื่อง ทั้งจากตำราต่างประเทศ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการทดลองใช้ด้วยตนเองและคนใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าสามารถโรครักษาผู้คนได้จึงเริ่มแจกจ่ายยาจากกัญชาเพื่อหวังให้ผู้ป่วยเหล่านั้นพ้นทุกข์จากความป่วยไข้
ผมยืนยันว่าหมอพื้นบ้านทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับอนุญาตให้มีการปรุงยาจากกัญชาเพื่อการรักษาผู้คน โดยในส่วนของผมเองนั้น ได้หารือในเบื้องต้นกับ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ในการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ซึ่งจะหาโอกาสแถลงข่าวร่วมกันอีกครั้งหนึ่งหลังจากนี้
4. ผมขอแจ้งให้ทราบว่า ในวันพรุ่งนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน 2562) ผมและทีมทนายความจะเดินทางไปแสดงตัวต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ถนนดินแดง ในเวลาประมาณ 10.00 น. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากนั้นจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อกำหนดนัดหมายวันเข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป
5. ในสุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อประชาชนเป็นจำนวนมากที่ได้บริจาคเงินผ่าน มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิชีววิถี(BIOTHAI) ที่ได้ร่วมรณรงค์ #SaveDecha #SaveSong #RightToMedicne เพื่อเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงยากัญชาของประชาชน ซึ่งทราบว่าล่าสุดเกิน 1 ล้านบาทแล้ว สำหรับการขอประกันตัวคุณพรชัย ชูเลิศ และสำหรับการต่อสู้คดีของทั้งผมและคุณพรชัยต่อไป
ขอขอบคุณคุณอนุทิน ชาญวีรกูล และผู้ที่ได้ประกาศสนับสนุนการต่อสู้คดี เช่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ประกาศใช้ตำแหน่งของตนเพื่อประกันตัวผม รวมทั้งอดีตรัฐมนตรีบางท่านที่ไม่ประสงค์จะออกนามเตรียมใช้หลักทรัพย์ เพื่อใช้ในการประกันตัว เป็นต้น
ผมขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงอีกครั้งหนึ่ง
วันพุธที่ 10 เมษายน 2562
ท่าอากาศยานดอนเมือง


