กรณีเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา น.ส นันท์ชยา หรือ นุ่น จันทะโมคา อายุ 29 ปี สาวท้องแก่ 7 เดือน ถูกนายภูมใจ หรือใจ เหลืองทอง อายุ 57 ปี อาชีพวินจักรยานยนต์รับจ้าง พ่อเลี้ยงผู้ตาย ใช้ค้อนตีตามศีรษะและลำตัวจนเสียชีวิตภายในห้องนอนชั้น 2 ของร้านเสริมสวยพิมพา บิวตี้ เป็นอาคารทาวน์เฮาส์ ใน ซ.รามอินทรา109 แขวงบางชัน เขต คลองสามวา กรุงเทพฯ ซึ่งภายหลังสอบปากคำ นายธนวัตร แก้วคำสอน อายุ 29 ปี สามีผู้เสียชีวิต ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุนายภูมิใจ มีปากเสียงกับนางพิม แม่ของผู้เสียชีวิต เพราะหึงหวงนางพิม ที่มักจะชอบพูดคุยกับน้าของผู้ตาย จนนางพิม ทนไม่ไหวต้องหนีกลับบ้าน ที่ จ.อำนาจเจริญ ก่อนที่นายภูมิใจจะโทรศัพท์ไปขู่นางพิมว่า ถ้าไม่กลับมาจะฆ่าน.ส.นันทชยา ให้ตายนั้น
วันที่ 12 เมษายน พ.ต.อ.สิงห์ สิงห์เดช ผกก.สน คันนายาว กล่าวว่า พนักงานสอบสวนกำลังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่ออนุญาติศาลออกหมายจับนายภูมใจ ผู้ก่อเหตุ ภายในวันนี้ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีทรัพย์สินใดหายไปจากห้องพักผู้ตาย ทั้งนี้ กล้องวงจรปิดที่อยู่ใกล้กับเกิดเหตุสามารถจับภาพนายภูมใจ ก่อนก่อเหตุไว้ได้ พบว่าเดินไปมาอยู่หลายรอบเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง กระทั่งขึ้นไปก่อเหตุ แล้วลงมาขี่จักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟหลบหนีไป
รายงานข่าวแจ้งว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามไปที่บ้านพักหลังหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งคาดว่านายภูมใจอาจซ่อนตัวอยู่ แต่ยังไม่พบตัว
ขณะที่นายธนวัตร แก้วคำสอน แฟนผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ล่าสุดเพื่อนกลุ่มวินจักรยานยนต์รับจ้างของตนเองไม่ต่ำกว่า 50 คน กำลังช่วยกันติดตามตัวนายภูมใจ หรือใจ ผู้ก่อเหตุ หลังเจ้าหน้าที่ยังไม่พบตัวคนร้าย อย่างไรก็ตามตนรู้สึกเสียใจมาก เพราะสิ่งที่คนร้ายลงมือนั้นโหดร้ายมาก โดยต่อจากนี้ ทางญาติจะนำร่างของแฟนตนไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดใหม่ สัมมาชัญญาวาส ถนนพระยาสุเรนทร์ ต่อไป
ต่อมาศาลจังหวัดมีนบุรี ได้ ออกหมายจับนายภูมใจ ที่279/2562 ลงวันที่ 12 เมษายน ฐาน “ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย” ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 289(5) ต้องระวางโทษประหารชีวิต หลังได้ก่อเหตุใช้ค้อนทุบศีรษะและลำตัวของ น.ส นันท์ชยา หรือ นุ่น สาวท้องแก่ 7 เดือน จนเสียชีวิตภายในห้องนอนชั้น 2 ของร้านเสริมสวยพิมพา บิวตี้ เป็นอาคารทาวน์เฮาส์ ใน ซ.รามอินทรา109 แขวงบางชัน เขต คลองสามวา กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ หากผู้ใดให้การช่วยเหลือผู้ต้องหาเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม จะมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 189 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

