ประธานกู้ภัยสว่างภาคใต้ค้านใช้ความเร็วรถพยาบาลไม่เกิน 80 กม./ชม.ชี้ สธ.ออกระเบียบเพื่อเข้าเงื่อนไขทำประกันชั้น 1 แต่ไม่คำนึงถึงการช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤต
จากกรณีผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขกำชับให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศวางมาตรการความปลอดภัยของผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ขณะนำส่งผู้ป่วย โดยมอบนโยบายให้โรงพยาบาลทุกแห่งต้องทำประกันภัยรถพยาบาล ชั้น 1 และเพิ่มวงเงินประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารหากเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรเป็นคนละ 2 ล้านบาท สูงสุด 7 ที่นั่ง จำกัดความเร็วของรถพยาบาล ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (กม./ชม.) หรือตามที่กฎหมายกำหนด รถพยาบาลทุกคันต้องติดตั้งอุปกรณ์ GPS และกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ ห้ามขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดงทุกกรณี
วันที่ 19 เมษายน นายชวลิต รัตนสุทธิกุล เลขาธิการมูลนิธิสว่างแผ่ไพศาลธรรมสถานปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประธานหน่วยกู้ภัยเขต 4 (ภาคใต้) เปิดเผยว่า การออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวทำให้หน่วยกู้ภัยจิตอาสาทั่วประเทศมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีห้ามขับรถพยาบาลเกิน 80 กม./ชม. ซึ่งผู้บริหารออกระเบียบเพื่อให้หน่วยงานในสังกัด สามารถนำรถพยาบาลไปทำประกันชั้น 1 ได้ตามเงื่อนไขหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ต้องรับผิดชอบหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่ผู้บริหารระดับนโยบายไม่ได้คำนึงถึงการช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน นอกจากนั้นมีการตั้งข้อสังเกตการติดตั้งระบบ จีพีเอส ในรถพยาบาลทั่วประเทศ หลายฝ่ายมองว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้งบประมาณจำนวนมากผ่านบริษัทเอกชนบางรายเมือเทียบกับความคุ้มค่าในการใช้งาน
“ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขควรนำสถิติรถพยาบาลที่ประสบอุบัติเหตุว่าแต่ละปีมีกี่รายเพื่อนำไปประเมินว่าเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง ขณะเดียวกันจะต้องประเมินว่ารถพยาบาลที่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทันท่วงทีและปลอดภัยมากกว่า 1 ล้านรายต่อปี มีหลักการทำงานที่ดีมีประสิทธิภาพอย่างไร และควรนำรถพยาบาลที่มีมาตรฐานเหมือนในต่างประเทศมาใช้งานแทนการใช้รถตู้ดัดแปลงหรือไม่ เพื่อนำไปเปรียบเทียบและออกหลักเกณฑ์ใหม่ให้เหมาะสม ไม่ใช่การออกระเบียบเพื่อเอาตัวรอด ให้เข้าเงื่อนไขในการทำประกันชั้น 1 ขณะที่หน่วยกู้ภัยทั่วประเทศไม่เห็นด้วยหากมีการประกาศบังคับใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เพราะกระทรวงสาธารณสุขตั้งเงื่อนไขเพื่อแก้ปัญหาภายในหน่วยงาน ไม่ได้คำนึงประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ ” นายชวลิต กล่าว
นายอุดมพร คชหิรัญ หรือนาท ภูวนัย อดีตดารานักแสดงชื่อดัง อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ในอดีตเคยดูแลงานตามภารกิจของสำนักงานสาธารณจังหวัด (สสจ.) ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยการกำหนดความเร็วของรถ เนื่องจากการใช้รถพยาบาลไปรับหรือส่งผู้ป่วยถือเป็นความหวังของญาติที่มีตัวชี้วัดจากการใช้ระยะทางและการใช้ระยะเวลาที่เหมาะสมให้ถึงปลายทางให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยทุกราย โดยไม่คำนึงถึงฐานะหรือตำแหน่งหน้าที่
“ ในแต่ละสถานการณ์ของการช่วยชีวิตอาจมีความแตกต่างกัน ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามจะต้องตัดสินใจเฉพาะหน้าทั้งระยะการเดินทาง อาการบาดเจ็บ การบรรเทาอาการเบื้องต้นก่อนถึงโรงพยาบาล แม้ว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดกระทรวงสาธารณสุขจะมีเหตุผลประกอบ แต่กฎทุกอย่างสามารถหลีกเลี่ยงได้เพื่อช่วยชีวิตคน และคำนึงถึงข้อเท็จจริงด้วยว่าขณะนี้พนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่ประจำรถ เครื่องมือในรถแต่ละคันมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันทั้งประเทศหรือไม่ และผู้ป่วยฉุกเฉินบางโรค เช่นหัวใจล้มเหลวฉับพลัน ทำไมจึงมีความจำเป็นต้องส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับ เพื่อให้ผู้ป่วยถึงมือแพทย์โดยที่เร็วที่สุด และในทางกลับกันหากใช้รถพยาบาลความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.ไปรับผู้ป่วยในรายเดียวกันจะมีผลกระทบหรือไม่อย่างไร” นายอุดมพร กล่าว
นายขวัญชัย ขอจ่วนเตี๋ยว ข้าราชการครูบำนาญ ชาว จ.ระนอง กล่าวว่า การกำหนดความเร็วรถพยาบาลหรือมาตรฐานอื่นเพื่อความปลอดภัย เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เพื่อให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี หรือรับผิดทางละเมิด แต่สำหรับตนถือเป็นผู้เสียหาย หลังจากภรรยาที่ทำหน้าที่ พยาบาลวิชาชีพ รพ.ระนอง ประสบอุบัติเหตุ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 เนื่องจากปฏิบัติงานในรถพยาบาลขณะนำส่งผู้ป่วยไปรักษาที่ จ.ภูเก็ต จากนั้นช่วงเดินทางกลับรถพยาบาลประสบอุบัติเหตุชนต้นไม้ ทำให้ภรรยาเสียชีวิตขณะทำหน้าที่ ล่าสุดจะเดินหน้าฟ้องศาลปกครองเพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขจ่ายเงินเยียวยา 6 ล้านบาทตามมติ ครม.ที่กำหนดแนวทางไว้อย่างชัดเจน หลังจากทวงถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แต่ปัจจุบันไม่มีความคืบหน้า
นายแพทย์เชิดชาย ชยวัฑโฒ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า สาเหตุที่มีการจำกัดความเร็ว มาจากปัญหาความปลอดภัย ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานต้องอธิบายทำความเข้าใจกับญาติให้ชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายโรงพยาบาลมีปัญหาจากรถพยาบาลหรือรถฉุกเฉินประสบอุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วเพื่อรีบนำไปรับส่งผู้ป่วย มีผลกระทบกับผู้ป่วย ญาติและเจ้าหน้าที่บาดเจ็บหรือ เสียชีวิต มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและการจ่ายเงินเยียวยา
“ก่อนหน้าที่นี้บริหารแจ้งให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. ต่อมาได้ลดเหลือ 80 กม/ชม. พร้อมกับมีการตรวจสอบการใช้รถพยาบาลอย่างเข้มงวด แต่ในแง่ของการปฏิบัติจริง ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่มีเจตนาดีที่จะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินหรือคนไข้วิกฤตได้รับรักษาโดยเร็วที่สุด อาจจะมีการใช้ความเร็วรถเกินจากที่กำหนด แต่ต้องรับผิดชอบหากมีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง“ นายแพทย์เชิดชาย กล่าว

