‘เอ็ม-โบน’ วัสดุทดแทนกระดูก สวทช. เพื่อ…เมืองผู้สูงอายุ

22.04.19 | 10:38 น.

‘เอ็ม-โบน’

วัสดุทดแทนกระดูก สวทช.

เพื่อ…เมืองผู้สูงอายุ

 

ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับคนไทยทุกคน เมื่อทีมวิจัยของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้คิดค้น “เอ็ม-โบน” (M-Bone) “วัสดุทดแทนกระดูกสำหรับปลูกถ่ายในร่างกายมนุษย์” ถือเป็นวัสดุทางการแพทย์ชนิดแรกของประเทศไทยที่ได้มาตรฐานสากล ช่วยอนุรักษ์สันกระดูกขากรรไกรให้สามารถคงเค้ารูปสันกระดูกขากรรไกรที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงหลังการถอนฟันให้เร็วขึ้นใน 3 เดือน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าวัสดุชนิดดังกล่าวจากต่างประเทศทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ามากกว่าร้อยล้านบาทต่อปี

Advertisement

นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช.สนับสนุนและพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้จากผลงานวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมการแพทย์ชั้นสูง เพื่อต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ ด้วยการอนุญาตให้สิทธิใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย “วัสดุทดแทนกระดูกสำหรับปลูกถ่ายในร่างกายมนุษย์” (M-Bone) ให้กับบริษัท ออส ไฮดรอกซี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ตอัพด้านการแพทย์ เพื่อผลิตและจำหน่ายมีระยะเวลา 5 ปี

งานวิจัยดังกล่าวได้มีการทดสอบความเป็นพิษ ทดสอบการระคายเคือง ทดสอบการก่อให้เกิดการไข้และผลข้างเคียงที่จะมีผลต่อเนื้อเยื่อ ตลอดจนทดสอบผลที่จะมีผลต่อการสร้างการเจริญเติบโตในการสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมา ผลการทดสอบที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของการสร้างกระดูกใหม่ พบว่ากระดูกใหม่เกิดขึ้นตั้งแต่ 4 สัปดาห์ และเซลล์กระดูกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน 8 สัปดาห์ 12 สัปดาห์ และในสัปดาห์ที่ 16 จะเห็นกระดูกใหม่เจริญเติบโตเข้ามาในรูพรุนตรงกึ่งกลางของวัสดุทดแทน ซึ่งวัสดุทดแทนจะค่อยๆ สลายออกไป จนเห็นได้ชัดว่าเนื้อเยื่อสามารถสร้างกระดูกใหม่รอบๆ เหงือกเข้ามาทดแทนทั้งหมดภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น เร็วกว่าการปล่อยให้กระดูกคนไข้สร้างขึ้นเอง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเกิน 6 เดือนในคนไข้ทั่วไป และมากกว่า 1 ปี ในคนไข้สูงอายุ

       

ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล                                             ภก.สุรศักดิ์ นันทวิริยกุล

        

ศ.ไพรัช ธัชยพงษ์                                                 รศ.นพ.ปฐวี คงขุนเทียน

วัสดุทดแทนกระดูกสำหรับปลูกถ่ายในร่างกายมนุษย์ มีจุดเด่นคือ เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มีความปลอดภัย สำหรับการนำไปใช้งานเป็นวัสดุทดแทนกระดูกสำหรับปลูกถ่ายในร่างกายมนุษย์ มีส่วนประกอบหลักคือ ไฮดรอกซีอาปาไทต์และไตรแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของกระดูกธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถเหนี่ยวนำเซลล์กระดูกให้เจริญเติบโตในบริเวณที่มีการปลูกถ่าย หรือทดแทนได้ดี นอกจากนี้ สวทช. ยังได้ขึ้นทะเบียนห้องปฏิบัติการเป็นสถานที่ผลิตเครื่องมือแพทย์กับทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว

ศ.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช. กล่าวว่า วัสดุทดแทนกระดูกสำหรับปลูกถ่ายในร่างกายมนุษย์นั้น ทีมวิจัยสังเคราะห์จากวัสดุที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ มีคุณสมบัติในการเหนี่ยวนำการเจริญเติบโตของเซลล์กระดูกโดยเฉพาะบริเวณที่มี การปลูกถ่าย หรือทดแทนเกิดขึ้น เนื่องจากรูพรุนที่มีลักษณะต่อเนื่องถึงกัน และมีความพรุนตัวที่ประมาณร้อยละ 80 ส่งผลให้ผิวของวัสดุมีความหยาบเพียงพอต่อเซลล์กระดูกให้สามารถเกาะยึดและเข้าไปเจริญเติบโตในรูพรุนของวัสดุได้ดีในระยะเวลาเพียง 16 สัปดาห์ สำหรับการดำเนินการผลิตและส่งมอบตามข้อตกลงการอนุญาตสิทธิ ทั้งชนิด จำนวน และขนาด ผู้รับอนุญาตจะดำเนินการผลิตและส่งมอบตามแผนการใช้งานต้นแบบให้ทั้งหมดไม่ เกิน 1,000 ชิ้น ภายในระยะเวลา 1 ปี โดยต้นแบบที่ผลิตขึ้นผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อเรียบร้อยและพร้อมใช้ทางการแพทย์กับคนไข้ได้ทันที

 

รศ.นพ.ปฐวี คงขุนเทียน ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางทันตกรรมรากเทียม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การนำ เอ็ม-โบนมาใช้ทางการแพทย์นั้น วัสดุที่ใช้ทดแทนกระดูกอาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.กระดูกที่ได้จากร่างกายของผู้ป่วยเอง 2.กระดูกที่ได้จากการที่มีผู้บริจาคแล้วนำมาผ่านกระบวนการเพื่อใช้ในทางการแพทย์ 3.กระดูกที่ได้จากกระดูกสัตว์ เช่น วัว ม้า และ 4.กระดูกที่ได้จากการสังเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ โดย M-Bone จัดอยู่ในกระดูกที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้กระดูกดังกล่าวมีข้อได้เปรียบในกรณีที่ผู้ป่วยมีความกังวลในเรื่อง การใช้วัสดุจากบุคคลอื่น หรือสัตว์ ตลอดจนแพทย์สามารถใช้ได้อย่างมั่นใจว่าจะไม่มีการส่งถ่ายเชื้อโรค หรือไวรัสไปหาผู้ป่วย เนื่องจาก M-Bone ได้ผ่านการวิจัยทดสอบและพัฒนาตามมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ชนิดฝัง จึงมั่นใจว่ามีความปลอดภัยสูงใช้ได้ในร่างกาย

ภก.สุรศักดิ์ นันทวิริยกุล ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท ออส ไฮดรอกซี จำกัด ในฐานะผู้รับอนุญาตสิทธิในผลงานวิจัยเพื่อนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัทได้มีแผนการลงทุนในการสร้างโรงงานผลิตวัสดุทดแทนกระดูก ในปี 2563 เพื่อให้เพียงพอต่อการผลิตและจำหน่ายในอนาคต และพัฒนาธุรกิจให้สามารถแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศได้ ปัจจุบัน การใช้วัสดุทดแทนกระดูกมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากประชากรในประเทศมีผู้สูงอายุมากขึ้น และดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งราคาวัสดุทดแทนกระดูก มีการจำหน่ายในราคาที่สูง เช่น 0.5 ซีซี ราคาประมาณ 3,000-4,000 บาท และต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่านำเข้าปีละหลายร้อยล้านบาท

“เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่ต้องการศัลยกรรมช่องปาก ฝังรากเทียม หรือผู้ป่วยอื่นที่ต้องการใช้สารทดแทนกระดูก และทดแทนการนำเข้า ทางบริษัทจึงเห็นความสำคัญของงานวิจัยนี้ ที่สำคัญการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีครั้งนี้ถือเป็นการนำเอาผลงานวิจัยของนัก วิจัยไทยมาใช้ประโยชน์ช่วยให้คนไทยสามารถนำมาผลิตและจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ แบรนด์ไทย และทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ในวงการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยในการเข้าถึงเทคโนโลยีและวัสดุทางการแพทย์ที่ ทันสมัย ช่วยรักษาการเจ็บป่วยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีทุกช่วงวัย” ภก.สุรศักดิ์กล่าว

ในอนาคตอันใกล้ บ้านเราจะมีปริมาณผู้สูงอายุมากขึ้นและดูแลสุขภาพมากขึ้น ความต้องการใช้วัสดุทดแทนกระดูกก็จะมากขึ้นเช่นเดียวกัน