‘จุฬาฯ-ทีเซลส์’ แถลงผลวิจัยสำเร็จใช้เซลล์นักฆ่ารักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว

23.04.19 | 14:09 น.

จุฬาฯ-ทีเซลส์ แถลงผลวิจัยสำเร็จใช้เซลล์นักฆ่ารักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว

เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (ทีเซลส์) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และกองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าว “ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยเซลล์นักฆ่า”

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้อำนวยการ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน ทำให้คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิธีดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบครบวงจร ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการก่อสร้างศูนย์บูรณาการวิจัยและรักษาโรคมะเร็งของ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อพัฒนาการวิจัย นวัตกรรมดูแลรักษาโรคมะเร็งควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีทันสมัยรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โดยหนึ่งในโครงการมุ่งเป้าที่กำลังดำเนินการอยู่ คือ การพัฒนาการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยเซลล์บำบัด ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อนำไปต่อยอดสู่การบริการให้ผู้ป่วยชาวไทยสามารถเข้าถึงการรักษาทัดเทียมกับนานาชาติ อีกทั้งการสร้างห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อพิเศษที่สามารถผลิตเซลล์ได้มาตรฐาน รวมถึงพัฒนาบุคลากรและระบบที่มีคุณภาพในด้านการผลิต ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอรับรองตามมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายศิรศักดิ์ เทพาคำ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (ทีเซลส์) กล่าวว่า ทีเซลส์ได้รับงบประมาณสนับสนุนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีเซลล์บำบัดและยีนบำบัดมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 โดยเฉพาะโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการรักษาในกลุ่มโรคมะเร็งที่ผู้ป่วยมีโอกาสเป็นซ้ำและเสียชีวิต ซึ่งข้อมูลพบว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเป็นอันดับหนึ่งและเสียชีวิตจากมะเร็งมากกว่าปีละ 10,000 ราย ทีเซลส์จึงสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งมาอย่างต่อเนื่อง พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และการรับรองวิธีการรักษาใหม่สำหรับโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยวิธีปัจจุบัน รวมถึงสนับสนุนนักวิจัยในการค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ได้วิธีการรักษาใหม่ๆ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นด้านการรักษาพยาบาลต่อประชาชน โดยปัจจุบันมีนักวิจัยในเครือข่ายกว่า 200 คนกำลังดำเนินงานค้นคว้าศึกษาวิจัย โดยคาดในอนาคตจะร่วมนำนักวิจัยทำงานร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ รพ.จุฬาลงกรณ์

นพ.กรมิษฐ์ ศุภพิพัฒน์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยเซลล์บำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ได้ริเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเซลล์นักฆ่า มาตั้งแต่ปี 2557 โดยได้รับทุนสนับสนุนระยะเริ่มต้นและได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทีเซลส์ สำหรับเซลล์นักฆ่า (Natural Killer cell) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวส่วนน้อยของเม็ดเลือดขาวทั้งหมดโดยจะมีอยู่ประมาณร้อยละ 5-10 ของเม็ดเลือดขาวที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย โดยเซลล์นักฆ่าจะมีหน้าที่หลักคือ การลาดตระเวนและตรวจตราหาเซลล์แปลกปลอม เซลล์ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือเซลล์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจนอาจก่อให้เกิดอันตรายภายในร่างกาย เมื่อเซลล์นักฆ่าตรวจสอบพบเซลล์ที่มีความเปลี่ยนแปลง หรือกลายพันธุ์ไป ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อ หรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นเซลล์มะเร็งนั้น เซลล์นักฆ่าจะทำลายเซลล์ผิดปกติดังกล่าว ก่อนที่เซลล์เหล่านั้นจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือพัฒนาสู่โรคมะเร็ง

Advertisement

นพ.กรมิษฐ์กล่าวว่า ความสามารถพิเศษของเซลล์นักฆ่าที่สามารถทำลายเซลล์แปลกปลอมและเซลล์ที่ผิดปกติได้โดยไม่ต้องอาศัยการเรียนรู้แบบเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความสนใจและพยายามศึกษาวิจัยในการนำเซลล์นักฆ่ามาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง จากการศึกษาวิจัยการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าในระดับการวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีโรคกลับเป็นซ้ำหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานนั้น พบว่าประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่าในกลุ่มโรคมะเร็งก้อนทั้งหมดนั้นยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่พบว่าการรักษามะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่านั้นมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคและป้องกันโรคกลับเป็นซ้ำในมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ โดยเฉพาะการใช้เซลล์นักฆ่าจากพ่อแม่ พี่น้อง หรือลูกที่มีสารพันธุกรรมตรงกันเพียงครึ่งเดียว จึงได้เริ่มวิจัยและพัฒนาการรักษาเซลล์บำบัดมะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่า กระทั่งปี 2561 ศูนย์ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง และสาขาโลหิตวิทยา ฝ่ายอายุรศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้เริ่มโครงการนำร่องเพื่อศึกษาการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเซลล์นักฆ่า และได้รับทุนวิจัยและการสนับสนุนเพิ่มเติมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รพ.จุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ และกองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ โดยมีจุดประสงค์หลัก คือ 1.เพื่อประเมินความพร้อมของบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีหน้าที่ผลิตเซลล์ ทีมแพทย์และพยาบาล ความพร้อมของห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยีสำหรับการเตรียมผลิตเซลล์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย เพื่อรองรับการให้บริการแก่ผู้ป่วยชาวไทย และ 2.เพื่อประเมินความปลอดภัยของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชาวไทยด้วยเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาค

“ปัจจุบันมีผู้ป่วยร่วมโครงการ 5 ราย เป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยผู้ป่วยทั้ง 5 รายในโครงการนี้ได้รับการรักษาด้วยเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาคทั้งหมด ซึ่งนักวิจัยประสบความสำเร็จในการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาค ให้มีปริมาณและคุณภาพที่ได้มาตรฐานสำหรับการใช้เซลล์จริงในผู้ป่วย โดย 1.สามารถเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าขึ้นมาได้ในระดับที่เพียงพอสำหรับการใช้ในผู้ป่วย 2.เซลล์นักฆ่าที่ได้ไม่มีเซลล์อื่นๆ ปนเปื้อนเกินมาตรฐาน และ 3.ตัวอย่างทั้งหมดสามารถผ่านมาตรฐานการตรวจควบคุมคุณภาพสำหรับเซลล์ที่จะนำไปใช้ในผู้ป่วย ทั้งในด้านจำนวนเซลล์ สัดส่วนเซลล์มีชีวิต ความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็ง การไม่พบจุลชีพปนเปื้อน และไม่พบการปลอมปนพิษจากเชื้อแบคทีเรีย โดยปี 2562 นี้ทางโครงการจะดำเนินโครงการต่อเนื่องเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเซลล์นักฆ่าต่อไป” นพ.กรมิษฐ์กล่าว

ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์ หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงตัวอย่างการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยเซลล์นักฆ่า ว่า โครงการมีผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ร่วมโครงการจำนวน 5 ราย โดยเป็นผู้ป่วยที่มีโรคกลับเป็นซ้ำและไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน หรือเป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีโรคกลับเป็นซ้ำ แต่ไม่สามารถรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกได้ สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ เป็น 1 ใน 4 ชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว และพบบ่อยเป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของโรคมะเร็งในผู้ป่วยชาวไทย มะเร็งเม็ดเลือดขาวสามารถแบ่งเป็น 4 ชนิด โดยแบ่งเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน และมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเรื้อรัง และแบ่งย่อยตามชนิดของเซลล์ออกเป็น ชนิดลิมฟอยด์และชนิดมัยอิลอยด์ โดยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันที่พบบ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ โดยการรักษามาตรฐานจะประกอบไปด้วยการให้ยาเคมีบำบัด และการปลูกถ่ายไขกระดูกในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคกลับเป็นซ้ำ สามารถทำให้ผู้ป่วยหายขาดได้


อย่างไรก็ตาม จะมีผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่มีโรคกลับเป็นซ้ำหลังจากการปลูกถ่ายไขกระดูก และไม่มีทางเลือกอื่นๆ ในการรักษา ซึ่งโอกาสที่จะมีชีวิตรอดเกิน 1 ปีหลังจากที่มีโรคกลับมาเป็นซ้ำนั้นน้อยมากจนแทบจะไม่มีเลย จึงมีการวิจัยและพัฒนาการรักษาผู้ป่วยในกลุ่มนี้ด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัด โดยการวิจัยทางคลินิกของการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ในต่างประเทศในหลายการวิจัยพบว่า การรักษาด้วยเซลล์นักฆ่ามีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ โดยการใช้เซลล์นักฆ่าจากตัวผู้ป่วยเองนั้นมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคค่อนข้างต่ำ ตรงข้ามกับการใช้เซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาคซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรค โดยมีโอกาสควบคุมโรคได้ถึงร้อยละ 40-80 และยังช่วยลดโอกาสการเป็นซ้ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้

ผศ.นพ.อุดมศักดิ์กล่าวว่า โดยผู้ป่วยรายแรกเป็นผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 52 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในปี 2560 โดยที่ผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาเคมีบำบัดถึง 3 สูตรยาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมโรคได้ดีเท่าที่ควร ซึ่งในไขกระดูกของผู้ป่วยนั้นยังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่หลังจากการให้ยาเคมีบำบัดรอบที่ 3 ทางทีมแพทย์ผู้รักษาจึงตัดสินใจทำการการปลูกถ่ายไขกระดูกจากพี่สาวเพื่อเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค โดย 3 เดือนหลังจากการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้น ผู้ป่วยกลับมาด้วยอาการเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดต่ำ และได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่ามีโรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำหลังจากปลูกถ่ายไขกระดูก ทีมแพทย์ผู้รักษาประเมินจากลักษณะการกลับเป็นซ้ำแล้วผู้ป่วยมีโอกาสการตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานต่ำมาก จึงเสนอให้ผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการนำร่อง โดยใช้เซลล์นักฆ่าจากพี่สาว ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวรายดังกล่าวได้รับเซลล์นักฆ่าและหยุดรักษามาเป็นเวลาประมาณ 1 ปี โดยที่ไม่มีอาการและอาการแสดงของโรคกลับเป็นซ้ำ โดยที่ผู้ป่วยรายแรกนี้มีอาการเซลล์ต่อต้านแบบเรื้อรังในระดับที่ไม่รุนแรงในบริเวณเยื่อบุช่องปากซึ่งสามารถควบคุมอาการได้ด้วยการใช้ยากดภูมิชนิดบ้วนปากเท่านั้น

ผศ.นพ.อุดมศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการนำร่องของการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูงด้วยเซลล์นักฆ่านั้น ยังมีผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ในโครงการอยู่อีก 4 ราย โดยเป้าหมายของการให้เซลล์นักฆ่านั้น มีทั้งเพื่อการรักษาโรคที่กลับซ้ำและเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรค โดยผู้ป่วยทั้งหมดมีระยะปลอดจากโรคหลังจากหยุดรักษาไปแล้วตั้งแต่ 2 เดือน – 1 ปี จากการประเมินความปลอดภัยเบื้องต้นเห็นได้ว่าการรักษาด้วยเซลล์นักฆ่าในผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความปลอดภัย แต่ต้องอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการศึกษาการรักษาด้วยเซลล์นักฆ่าในผู้ป่วยชาวไทย ทางโครงการมีความมุ่งหวังจะดำเนินโครงการต่อเนื่องเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการรักษานี้ในผู้ป่วยชาวไทยต่อไป