ศาลอาญาทุจริต พิพากษาจำคุก พระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร สั่งคนทุบกุฎิ ศาลาราย 3 ปี สารภาพเหลือ 1ปี6 เดือน ศาลเห็นไร้เรื่องทุจริตฯรอลงอาญาไว้ 1 ปี
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 23เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลางได้อ่านคำพิพากษาในคดีระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร เป็นจำเลย ในคดีที่ สน.บุปผาราม รวบรวมสำนวนพร้อมความเห็นส่งพนักงานอัยการ ยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 21 ก.พ.62 เป็นคดีหมายเลขดำ อท.34/2562 ในความตาม พรบ.วัตถุโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เเละพิพิธภัณฑ์สถานเเห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 4,8,10,32,35 เเละ พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2504 มาตรา 45 เเละประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 93
โดยศาลอาญาทุจริตฯมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เเละพรบ.วัตถุโบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เเละพิพิธภัณฑ์สถานเเห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 10,32 วรรคสอง,35 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา84 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 84 วรรคสองซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดให้จำคุกจำเลย3 ปีและปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุลดโทษครึ่งหนึ่งจำคุก 1 ปี 6 เดือนและปรับ 30,000 บาท และเมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติและสติปัญญา การศึกษา และอาชีพ สิ่งแวดล้อม ของจำเลยซึ่งเป็นพระภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติตนอยู่ในศีล ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหลวง เพื่อทำการปรับปรุงพัฒนาวัดและยังจัดตั้งโรงเรียนสงฆ์ อีกด้วย การที่จำเลยบูรณสังขรณ์วัด ทำให้ทัศนียภาพของกุฎิสงฆ์ ศาลาภายในวัด สวยงามดั้งเดิมตลอดจนภาพลักษณ์ของวัดมีความปลอดภัยมากขึ้นสมกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำชาติไทยประกอบกับไม่มีเรื่องของการทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี
ผู้สื่อรายงานว่าสำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยเป็นอาวาสวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ตามกฏหมายมีหน้าที่บำรุงรักษาจัดกิจการและสาธารณะสมบัติของวัดได้บังอาจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยการร่วมกับพวกซึ่งแยกไปดำเนินคดียังศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอีกส่วนหนึ่งก่อใช้ให้นายฉลอง ไทยขำ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2364 / 2559 ของศาลอาญาธนบุรีซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษไปแล้วกับพวกอีกหลายคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ด้วยการใช้จ้างวานยุยง ส่งเสริมให้ ทำลายทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าและทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งกุฎิคณะ1จำนวน 1 หลังและศาลาราย จำนวน 1 หลังซึ่งเป็น อสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ภายในวัด กัลยาณมิตร วรมหาวิหารอันเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ที่จำเลยต้องมีหน้าที่ดูแลจัดการให้เป็นไปด้วยดีตามกฎหมาย การที่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันก่อให้นายฉลอง กับพวกร่วมกันกระทำความผิดดังได้ ร่วมกันทุบทำลายทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าไร้ประโยชน์ซึ่งกุฎิสงฆ์คณะ1และศาลารายดังกล่าวอันเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วตามกฏหมายโดยไม่รับอนุญาตเป็นหนังสือหรือเป็นการทำตามคำสั่งจากอธิบดีกรมศิลปกร
การกระทำความผิดสำเร็จดังสมเจตนาของจำเลยกับพวกซึ่งเป็นผู้ใช้จเางวาน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมกับพวกดังกล่าวก็ให้ใช้นายฉลองกับพวกกระทำความผิด ทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมศิลปากรซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ด้านการคุ้มครองดูแลรักษาซ่อมแซมอันเป็นการบูรณหรือรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมซึ่งโบราณสถานเพื่อเป็นประโยชน์คุณค่าในทางศิลปะประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีอันเป็นซับมรดกที่มีค่ายิ่งของชาติให้เป็นไปตามพอรอบอโบราณสถานโบราณวัตถุฯการกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตขอให้ลงโทษตามกฎหมาย
นายประยุทธ กล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องอุทธรณ์คดีหรือไม่ว่า หลังจากนี้ทางพนักงานอัยการจะไปคัดสำนวนเพื่อส่งอัยการสำนักงานศาลสูงพิจารณาว่าจำเป็นต้องยื่นอุทธรณ์หรือไม่ต่อไป

