เมื่อวันที่ 26 เมษายน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดประชุมจับคู่ (Matching) ระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และกลุ่มที่คาดว่ามีกำลังการผลิตกัญชา เพื่อให้เกิดความร่วมมือภายในพื้นที่ โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล สภาเกษตรกรแห่งชาติ กรมการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นต้น เข้าร่วม โดยใช้เวลามากกว่า 4 ชม.
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ อย. กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้เป็นการหารือในหลักการเบื้องต้น เพื่อให้มีช่องทางประสานและติดต่อกันต่อไป โดยลักษณะของการจับคู่จะเป็นการจับกันในพื้นที่ ระหว่างสถาบันการศึกษา กลุ่มที่คาดว่ามีกำลังการผลิต และภาคบริการ คือ โรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้เรามีรูปแบบหรือโมเดลของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ที่ทำร่วมกับนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี เป็นรูปแบบกลาง ซึ่งจะส่งให้แต่ละแห่งดูเป็นตัวอย่างในการจับคู่ แต่หากจะจับคู่ในรูปแบบอื่นก็สามารถดำเนินการได้
“หากจับคู่ออกมารูปแบบคล้ายๆ กันในลักษณะของการวิจัย ก็จะได้ข้อมูลผู้ป่วยที่ใช้ยาอยู่ทั้งประเทศในภาพรวม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำโครงการต่อไป รวมถึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่มีการใช้ยาจากกัญชาอยู่แล้ว ได้ใช้ยาต่อไปในรูปแบบของการมาร่วมวิจัย โดยไม่ต้องขาดยา ทั้งนี้ จากการพูดคุยทางประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติก็บอกว่า ทั้งกลุ่มสภาเกษตรกรฯ รวมถึงวิสาหกิจชุมชนย่อยที่อาจมีกำลังผลิตถึง 10 กว่าแห่ง ยินดีที่จะร่วมกันจับคู่เช่นนี้ ซึ่งหากเกิดการจับคู่กับหน่วยงานภาครัฐแล้วก็สามารถมาขออนุญาตได้ แต่หากเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ขออนุญาตไปแล้วก็สามารถร่วมมือกันได้ทันที โดยทาง อย.เราจะเป็นพี่เลี้ยง” นพ.ธเรศกล่าว
นพ.ธเรศกล่าวว่า สำหรับการมาแจ้งครอบครองกัญชาโดยไม่ต้องรับโทษ ขณะนี้มีประมาณ 6 พันกว่าคน ซึ่งจำนวนผู้มาแจ้งครอบครองกัญชาจะเป็นตัวเลขพื้นฐานที่ใช้ในการเตรียมระบบและเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ เพื่อเตรียมยาไว้สำหรับคนกลุ่มนี้ ดังนั้น การมาแจ้งครอบครองจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

ด้าน นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขณะนี้กฎหมายลูกที่สำคัญเหลือร่างกฎกระทรวงสาธารณสุข การขออนุญาตและการอนุญาต ผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เฉพาะกัญชา ที่อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ซึ่งระหว่างนี้จะมีการส่งร่างไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย เพื่อให้รวดเร็วหลังจากผ่าน ครม. และประกาศคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษอีก 2 ฉบับ ซึ่งต้องรอกฎกระทรวงออกก่อนถึงออกตามได้ ส่วนประกาศกระทรวงสาธารณสุขออกไปครบทั้งหมดแล้ว
ผศ.ภญ.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงความคืบหน้าการร่วมมือขับเคลื่อนวิจัยน้ำมันกัญชาสูตร อ.เดชา ว่า ขณะนี้เหลือเตรียมเอกสารให้เรียบร้อย ซึ่งพยายามให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้ เพื่อที่จะยื่นขออนุญาตคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนได้ทันที ส่วนระยะเวลาในการพิจารณาขึ้นกับคณะกรรมการจริยธรรมว่าจะใช้เวลานานเท่าไร แต่หลังจากผ่านคณะกรรมการจริยธรรมแล้วจึงจะยื่นขอเอกสารขออนุญาตวิจัยจากคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษเป็นลำดับต่อไปได้ ซึ่งตอนนี้ทุกฝ่ายก็พยายามเร่งดำเนินการ ซึ่งหลังจากได้รับอนุญาตแล้วก็ยังมีรายละเอียดอีกเล็กน้อยที่ต้องเตรียม ทั้งผลิตภัณฑ์ ข้อมูลผู้ป่วย กระบวนการที่จะแจก โดยการวิจัยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของการใช้คนไข้ จะติดตามการใช้จริง กับส่วนที่ทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ คาดว่าเร็วที่สุดที่จะเริ่มได้คือ มิ.ย.นี้
ด้านนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้สภามีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 2,300 คน และมีเครือข่ายต่างๆ ที่เป็นผู้ผลิตกัญชาอีกกว่า 10 เครือข่าย ทั้งในรูปแบบการใช้ต้ม คั้น สกัด และป่น จึงอยากให้ทุกเครือข่ายดำเนินการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดำเนินการใดๆ เนื่องจากเมื่อขึ้นทะเบียนแล้วมีช่องทางให้ดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมาย ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่กฎหมายอนุญาตเพื่อดำเนินการในลักษณะการจับคู่เป็นโครงการวิจัย ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตที่เคยดำเนินการแบบลับๆ สามารถผลิตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยก็จะมียาจากกัญชาใช้ต่อไป ที่สำคัญจะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานมากขึ้น มีความปลอดภัยในการนำไปใช้ ถือว่าเกิดประโยชน์ในภาพรวมต่อทุกฝ่าย

