ปัญหาที่เรียกกันว่า “ผีน้อย” ได้แก่ คนไทยที่แฝงตัวทำงานแบบผิดกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ดูเหมือนจะแก้ไขกันได้ไม่จบไม่สิ้น ทั้งๆ ที่เรื่องนี้รัฐบาลไทย โดยกระทรวงแรงงาน ภายใต้การขับเคลื่อนของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2561
ขณะเดียวกันทางการเกาหลีใต้ก็ให้ความร่วมมือเปิดโอกาสให้แรงงานไทยที่เข้าไปทำงานแบบผิดกฎหมาย เดินทางกลับประเทศต้นทางโดยไม่ขึ้นบัญชีดำภายในเดือนมีนาคม 2562
ทว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เกิดกระแสข่าวแพร่สะพัดในโลกโซเชียลว่ามีคนไทยกว่า 300 ชีวิต ที่เดินทางไปกับสายการบินราคาประหยัด ถูกกักตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สนามบิน
อินชอน เกาหลีใต้ และในจำนวนนี้มีเพียง 5 คน ที่สามารถผ่าน ตม.เกาหลีใต้ได้ ส่วนที่เหลือต้องถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทาง เพราะเข้าข่ายว่าจะเดินทางเข้าไปทำงานแบบผิดกฎหมาย
น่าฉงนว่า เหตุใดเกาหลีใต้จึงเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่แรงงานไทยจำนวนมากมุ่งมั่นจะไปทำงาน จนยอมแม้จะต้องกลายเป็นผีน้อย อยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ สวัสดิการใดๆ ก็ไม่มี แถมยังต้องหลีกหนีการจับกุม
ข้อมูลจากกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน ระบุว่าเนื่องจากนายจ้างเกาหลีมีความต้องการจ้างแรงงานไทย เพราะมีฝีมือ มีวินัย และอดทน ที่สำคัญหากใครได้ทำงานกับนายจ้างเกาหลีแล้ว จะได้รับค่าจ้างงาม คิดเป็นเงินไทยสูงถึง 55,844 บาทต่อเดือน ซึ่งนับว่าเป็นรายได้ที่สูงมากหากเทียบกับค่าจ้างในประเทศไทย หรืออีกหลายๆ ประเทศที่ต้องการใช้แรงงานไทย
ทั้งนี้ หลังจากที่รัฐบาลไทย โดยกระทรวงแรงงานได้เจรจากับทางการเกาหลี และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยที่เข้าไปทำงานแบบผิดกฎหมายกลับประเทศต้นทางได้จำนวนหนึ่งแล้ว ขณะนี้มียอดคนไทยที่เกาหลีใต้ จำนวน 165,854 คน ในจำนวนนี้อยู่อย่างถูกกฎหมาย 22,685 คน อยู่อย่างผิดกฎหมาย 143,169 คน เป็นแรงงานมีวีซ่าทำงาน 25,243 คน เป็นแรงงานที่จัดส่งโดยรัฐตามระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (EPS) 21,021 คน โดยไทยมีโควต้าจัดส่ง 5,000 คนต่อปี เพื่อทำงานในภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตรกรรม ซึ่งในปี 2561 มีการจัดส่ง 6,203 คน และปี 2562 ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 1,642 คน
พล.ต.อ.อดุลย์บอกว่า ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานพยายามเข้มงวดให้แรงงานไทยไปทำงานอย่างถูกต้อง เพราะจะได้ค่าจ้างที่ดี และได้รับความคุ้มครอง มีประกันสังคม เรียกได้ว่าถ้าไปแบบถูกต้องตามกฎหมาย นายจ้างจะดูแลอย่างดีเพราะทุกอย่างเป็นไปกฎหมายของเกาหลีใต้ แต่ปัญหาคือ การไปอย่างเป็นระบบของแรงงานไทย ทุกคนจะต้องผ่านการสอบภาษาเกาหลีตามเกณฑ์ ซึ่งที่ผ่านมาแรงงานไทยที่สอบผ่านมีน้อย แต่เนื่องจากคนเหล่านี้รู้ว่าค่าจ้างดีจึงพยายามเสาะหาช่องทางอื่นเพื่อเข้าไปทำงาน
พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า หลังจากได้ร่วมกับทางการเกาหลีแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยกระทรวงแรงงานได้บูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการเฝ้าระวังคนหางานไปทำงานที่เกาหลีใต้ โดยตั้งจุดสกัดที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 ถึงวันที่ 25 เมษายน 2562 ตรวจสอบ 3,784 คน ระงับการเดินทางผู้มีพฤติกรรมลักลอบไปทำงาน 2,758 คน คิดเป็นร้อยละ 72.89 ไม่ระงับการเดินทาง 1,026 คน คิดเป็นร้อยละ 27.11 ดำเนินคดี สาย/นายหน้า 24 ราย 18 คดี
“ยอมรับว่า แม้กระทรวงแรงงานจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการเฝ้าระวังเพื่อสกัดกั้นไม่ให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานที่เกาหลีใต้ หรือประเทศอื่นๆ อย่างผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังพบว่ามีการกระทำผิดอยู่” พล.ต.อ.อดุลย์กล่าว
ขณะที่ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนและช่วยเหลือแรงงานต่างชาติ ศูนย์ช่วยเหลือครอบครัวหลากหลายวัฒนธรรม ของรัฐบาลเกาหลีใต้ ระบุว่า แต่ละวันจะมีคนไทยโทรศัพท์เข้าไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์ ซึ่งล้วนเป็นแรงงานที่ลักลอบเข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมายทั้งสิ้น
“คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะถือวีซ่านักท่องเที่ยว ไปทำงาน เพราะถูกคนที่เข้าไปก่อนชักชวน และส่วนใหญ่จะเป็นงานเกษตรกรรมตามฤดูกาล เช่น เก็บหอม ผักสลัด เป็นต้น ส่วนถ้าเป็นผู้หญิงก็พบว่ามีส่วนหนึ่งไปทำงานนวด หรือบางรายอาจทำงานนวดและแฝงค้าประเวณีด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าทำงานถูกกฎหมายอาทิตย์ละ 40 ชั่วโมง จะได้ค่าจ้างชั่วโมงละ 8,350 วอน หรือประมาณ 200 บาท ทำวันละ 8 ชั่วโมง ก็จะมีเงินเดือนขั้นต่ำราว 6 หมื่นบาท แต่พวกที่ลักลอบเข้ามาทำงานนั้น จะไม่รู้ทิศรู้ทางอะไรเลย บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่จุดไหน ที่ร้ายคือ มีโอกาสที่จะถูกนายจ้างโกงค่าแรง ถูกลอยแพ หรือเจ็บป่วย ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดีเหล่านี้ คนงานที่เข้าไปโดยผิดกฎหมายก็จะไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรได้เลย” เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนฯกล่าว
อย่างไรก็ดี จากกรณีที่ทางการเกาหลีส่งกลับคนไทยยกลำ ทำให้เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา พล.ต.อ.อดุลย์ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กรมการกงสุล กรมการท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ บริษัท ท่าอากาศยาน จำกัด (มหาชน) สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย สถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งสาธารณรัฐเกาหลี (HRD korea) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยแอร์เอเชีย จำกัด สายการบิน Eastar jet สายการบิน Jin Air สายการบิน Korean Air เป็นต้น ประชุมหารือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานไทยถูกหลอกลวงและลักลอบไปทำงาน เพื่อสกัดกั้นคนหางานที่มีพฤติกรรมจะลักลอบไปทำงาน วางแผนการจับกุม/ดำเนินคดีผู้มีพฤติกรรมลักลอบนำพาคนหางานไปทำงาน และขึ้นบัญชีดำผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมลักลอบนำพาแรงงานไทยไปทำงานเกาหลีใต้
เบื้องต้นมีแผน 1.รับแรงงานที่กลับประเทศ โดย กกจ.จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากเกาหลีใต้ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย กทม. สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด จัดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่เพิ่ม ณ ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิและดอนเมือง 2.เพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งแรงงานไทยเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยดำเนินการลงทะเบียนผู้มีความประสงค์จะฝึกอบรมภาษาเกาหลีกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ณ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร 10 เขต และสำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งลดระยะเวลาการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (C.I.D) จาก 30 วัน เป็นไม่เกิน 10-15 วันทำการ และเจรจากับ HRD Korea ขอเพิ่มโควต้าในการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในเกาหลีใต้ ภายใต้โครงการ EPS จากเดิม 5,000 คน เป็น 15,000 คน ขอขยายอายุของแรงงานไทยจากเดิมไม่เกิน 39 ปี เป็นไม่เกิน 45 ปี ขอให้แรงงานหญิงเข้าไปทำงานมากขึ้น ตลอดจนขอขยายระยะเวลาการทำงานจากเดิม 9 ปี 8 เดือน เป็น 14 ปี
3.ป้องกันการลักลอบไปทำงานในเกาหลีใต้ โดยประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ตรวจสอบสกัดกั้นคนหางาน พร้อมทั้งดำเนินมาตรการเร่งด่วน คือ 1.สร้างการรับรู้ โดยหารือกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์ ให้แรงงานไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาตรการบังคับใช้กฎหมาย โดยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและบทลงโทษกรณีที่ลักลอบไปทำงาน ขึ้นบัญชีดำบริษัทและสาย/นายหน้าที่หลอกลวงและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ป้องกันและตรวจเข้มเพื่อสกัดกั้นการลักลอบไปทำงานที่สนามบิน 2.ยับยั้ง โดยจัดชุดเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างเข้มงวดที่ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ตลอดจนจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ หรือสายสืบออนไลน์ เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารตลอดจนแจ้งเตือนคนหางานมิให้หลงเชื่อคำโฆษณาหรือคำกล่าวอ้างของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่โพสต์ข้อความหรือรูปภาพชักชวนให้ลักลอบไปทำงานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมายผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ และ 3.บังคับใช้กฎหมาย โดยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและบทลงโทษกรณีที่ลักลอบไปทำงาน ขึ้นบัญชีดำบริษัทและสาย/นายหน้าที่หลอกลวงและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ถือแนวทางป้องกันและตรวจเข้มเพื่อสกัดกั้นการลักลอบไปทำงาน เพื่อให้ฉุกคิดให้รอบคอบ ก่อนจะแปลงร่างไปเป็น “ผีน้อย” ล่องลอยและถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกดขี่แรงงานในแดนกิมจิ

