เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวภายหลังเปิดเการอบรมวิทยากรครู ก.หลักสูตรการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 เมษายน ว่า การอบรมดังกล่าวจัดการอบรมให้กับผู้ประกอบวิชาชีพ 4 กลุ่ม คือ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ เภสัชกร และหมอพื้นบ้าน ประมาณ 150 คน ให้มีความรู้เรื่องการใช้กัญชาทางการแพทย์ เน้นในตำรับที่ได้รับอนุญาต เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อควรระวังต่างๆ ซึ่งต้องมีการสอบวัดผลในวันที่ 30 เมษายนนี้ หากสอบผ่านจะได้รับใบรับรองเพื่อนำไปขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อไป
“ทั้งหมดนี้สามารถไปเป็นครูอบรม เพื่อนำไปถ่ายทอดแก่บุคลากรในเขตสุขภาพทั้ง 13 เขตทั่วประเทศ เขตละไม่น้อยกว่า 150 คน โดยจะขับเคลื่อนพร้อมกันในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรที่กรมกำหนด และขอย้ำว่ายังไม่ได้เปิดให้หน่วยงานอื่นๆ เช่น สมาคม หรือมูลนิธิอื่นๆ มายื่นขออนุญาตเปิดหลักสูตรสอนการใช้กัญชาทางการแพทย์ได้หรือไม่ เพราะจะต้องมีระบบการติดตาม ตรวจสอบ ควบคุมอย่างเข้มงวด” นพ.ปราโมทย์ กล่าว

นพ.ปราโมทย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีตำรับยากัญชา 16 ตำรับที่อนุญาตให้ใช้ได้ตามกฎหมาย คิดว่าใช้จริงน่าจะประมาณ 5-6 ตำรับ เช่น ยาศุขไสยาศน์ ยาสนั่นไตรภพ เป็นต้น ดังนั้นจากนี้จะต้องมีการติดตามและประเมินผล หากตำรับใดที่มีการสั่งจ่ายครบ 100 เคสก่อนก็จะมีการศึกษาต่อถึงประสิทธิภาพ ลักษณะการออกฤทธิ์ สาระสำคัญ เพราะมีหลายตัวยาผสมอยู่ ทั้งนี้จากการข้อมูลจากหมอพื้นบ้านไทยพบว่ามีความต้องการใช้กัญชาปีละประมาณ 10 ตัน ดังนั้นจึงได้มีการวางแผนการปลูกกัญชามารองรับความต้องการนี้โดยแบ่งสัดส่วนให้ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ปลูกด้วยเทคโนโลยีใหม่ จำนวน 2 ตัน เพื่อให้ได้กัญชาที่เพียงพอ และเพื่อการพัฒนาสายพันธ์ต่อ 2.ให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ปลูกในลักษณะโรงเรือน จำนวน 2 ตัน ส่วนที่เหลือ 6 ตัน ให้วิสาหกิจชุมชนไปปลูก แต่ส่วนนี้ต้องมาจัดสรรว่าจะให้ใครปลูก ปลูกที่ไหน ส่งให้กับ รพ.ไหน เอาไปใช้ โดยให้สภาเกษตรแห่งชาติ ไปพิจารณาและมาหารือกับกรมฯ อีกครั้งคาดว่าสัปดาห์หน้าน่าจะได้ข้อสรุป
ผู้สื่อข่าวถามว่าเนื่องจากเป็นตำรับยาสำหรับผู้ป่วย กัญชาที่ใช้ต้องได้มาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่ และเนื่องจาก กัญชาเป็นพืชที่ดูดซับสารพิษได้ง่ายมาก ดังนั้นการปลูกแบบโรงเรือนจะมีการควบคุมมาตรฐานอย่างไร นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า เข้าใจว่ากัญชาเป็นพืชที่มีความสามารถในการดูดซับสารพิษ ตะกั่ว ปรอทได้ง่าย เคยคิดจะขอของกลางจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มาใช้ แต่ก็มีปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม เกรดทางยาระหว่างแพทย์แผนไทย กับแพทย์แผนปัจจุบันจะแตกต่างกันอยู่ จะวัดที่ตัวผลิตภัณฑ์เลย ดังนั้นเรื่องมาตรฐาน จะอิงตามเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก การปลูกพืชกัญชาต้องได้มาตรฐานจีเอ็มพี ปลอดสารพิษ และนอกจากพื้นที่ปลูกไม่ใช้สารเคมีแล้ว พื้นที่โดยรอบรัศมี 5 กิโลเมตรก็ควรต้องปลอดสารพิษด้วย
นายเดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้าน และประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ตนเพิ่งได้รับการรับรองให้เป็นหมอพื้นบ้าน แต่จะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรเฉพาะที่กรมการแพทย์แผนไทยฯจัดอบรม ซึ่งได้มีการทดสอบความรู้เดิม ที่ไม่ได้มีแค่กัญชาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความรู้ด้านสมุนไพรอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม หากอบรมผ่านแล้วก็จะมีสิทธิไปยื่นขอใบรับรองจาก อย. ว่า สามารถปรุงยาและใช้ยาที่มีกัญชาผสมได้ ซึ่งตอนนี้กฎหมายเปิดช่องไว้ 16 ตำรับ ส่วนน้ำมันกัญชาสูตรของตนนั้นยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เพราะยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน จึงต้องรอโครงการวิจัยที่ทำร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจะสามารถแจกน้ำมันกัญชาสูตรของตนให้แก่ผู้ป่วยได้ ซึ่งผู้ป่วยจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย ถือเป็นการดำเนินการที่ถูกกฎหมาย ทั้งนี้ จากกระบวนการต่างๆ คาดว่าประมาณเดือนมิถุนายนจะสามารถแจกยาได้จริง

นายเดชา กล่าวว่า การเข้ามาอยู่ในระบบเช่นนี้ มีทั้งผลดีผลเสีย ผลดี คือ จะได้ทำให้ถูกกฎหมาย ส่วนผลเสีย คือ คนไข้ยังเข้าไม่ถึง ซึ่งต่อให้ตนทำโครงการวิจัยได้เต็มศักยภาพ ก็ได้คนไข้ไม่เกิน 10,000 คน ทั้งที่เรารู้ว่า คนป่วยกำลังต้องการยาหรือใช้ยากัญชาอยู่มีประมาณ 8 แสน – 2 ล้านคน เรียกว่าแทบไม่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมเลย แม้ อย.กำลังจับคู่กลุ่มที่มีกำลังการผลิต มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล เพื่อทำวิจัยแจกยาผู้ป่วยแบบตน ก็ได้คนไม่ถึงครึ่งของเป้า 8 แสน – 2 ล้านคนอยู่ดี จะให้ดีจริงต้องปรับกฎหมายให้คนไข้คนป่วยเข้าถึงยากัญชามากที่สุด มิเช่นนั้นคนอื่นต้องไปหาของใต้ดินผิดกฎหมาย ถือเป็นก้าวต่อไปที่ตนจะทำ ส่วนวิธีการหรือมาตรการใดต้องขอหารือกันก่อน

