อดีตบิ๊กตร.ร่อนหนังสือ ค้านตำรวจ รับ1.5 หมื่นสำนวนป.ป.ช.สางต่อ หวั่นถูกแทรกแซง

30.04.19 | 21:25 น.
ภาพประกอบ

อดีตบิ๊กป.ป.ช.ร่อนหนังสือ เบรกตำรวจ รับ1.5 หมื่น สำนวนป.ป.ช.สางต่อ ชี้กระทบชั้นศาล ถูกแทรกแซง – ซ้ำปัญหาพงส.สำนวนล้นมือ!!


เมื่อวันที่ 30เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีรายงาน พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.)และอดีตประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในฐานะนายกสมาคมพนักงานสอบสวน ได้มีหนังสือถึง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านกฎหมายและสอบสวน ผ่าน ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) อ้างถึงการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมงานสอบสวน ครั้งที่ 2/2562 ลงวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ความว่า ในการประชุมดังกล่าว ผู้บังคับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี ได้นำเสนอที่ประชุมรับทราบว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เตรียมส่งมอบสำนวนการสอบสวนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของป.ป.ช.ให้กับพนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 15,000 สำนวน ซึ่งสมาคมพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว มองว่าจะมีผลกระทบต่อการอำนวยการยุติธรรมในภาพของประเทศ โดยมีข้อเสนอ 7ประเด็น คือ

“1.ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่ตั้งโดยแนวคิดเป็นองค์กรอิสระที่ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายการเมืองในความผิดที่ทุจริตต่อหน้าที่ เนื่องจากมีความเห็นว่าพนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้มีอำนาจที่ดำเนินคดีอาญาทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 แต่อาจถูกแทรกแซงได้โดยง่าย จึงมอบภาระการดำเนินคดีนี้ให้ ป.ป.ช. ดังนั้นการที่ ป.ป.ช. รวมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติในภาครัฐ(ป.ป.ท.)กลับส่งสำนวนในความรับผิดชอบของตัวเองในตำรวจ ย่อมไม่ชอบด้วยแนวคิด และหลักการจัดตั้งป.ป.ช.มาตั้งแต่ต้น”

” 2. รธน.มาตรา 234 บัญญัติอำนาจหน้าที่ของป.ป.ช.ในการดำเนินคดีอาญา และวรรคท้ายบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ชัดแจ้ง กรณีที่ป.ป.ช.จะมอบหมายหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการแทนมีหลักการสำคัญคือ ต้องเป็นกรณที่มีความจำเป็น ต้องมีเหตุผลทางกฎหมาย มิใช่เหตุผลมาจากการบริหารองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีอาญาดังเช่นแนวทางศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักไว้ ขณะที่หน่วยงานของรัฐที่จะรับผิดชอบดำเนินการแทน ป.ป.ช.และป.ป.ท. นั้นต้องเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันปราบการการทุจริตโดยตรง และ ต้องเป็นคดีที่ไม่ร้ายแรง 3. ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 6 บัญญัติอำนาจหน้าที่ของตำรวจ โดยไม่กำหนดว่าเป็นหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยตรง”

Advertisement

“4. แม้ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2561 มาตรา 63บัญญัติให้ป.ป.ช.อาจส่งเรื่องที่อยู่ในอำนาจป.ป.ช.ที่มิใช่ความผิดร้ายแรงให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามป.วิอาญาก็ได้ แต่หลักเกณฑ์ตามมาตรานี้ต้องอยู่ภายใต้รธน.พ.ศ.2560 มาตรา 234 วรรคท้ายเสียก่อน 5. สมาคมพนักงานสอบสวยเห็นว่า พนักงานสอบสวนของตร.ที่มิได้อยู่ในสังกัด บก.ปปป. ไม่ใช่หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ทำการสอบสวนสำนวนของป.ป.ช.”

“6. ด้วยเหตุผลทั้ง 5 ข้อที่ยกมา สมาคมพนักงานสอบสวนเห็นว่าพนักงานสอบสวนของตร. ที่มิใช่สังกัดบก.ปปป. ไม่มีอำนาจสอบสวนคดีที่อยู่ในอำนาจของป.ป.ช. เนื่องจากไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามวรรคท้าย รธน.มาตรา 234 หากป.ป.ช.ส่งมอบสำนวนและพนักงานสอบสวนรับไว้ดำเนินคดี ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยยกเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลได้ว่าพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจทำการสอบสวน ก็ยังผลให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศโดยรวมและ 7.กรณีหากพิจารณาเห็นแล้วว่าไม่ขัดหลักรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติฯ แต่ในทางปฏิบัติจะเกิดปัญหางานล้นมือ เพราะมติอนุกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)บริการงานบุคคล กำหนดปริมาณงานให้พนักงานสอบสวนรับผิดชอบทำสำนวนไม่เกิน 70 คดีต่อปี ต่อคน ดังนั้นเมื่อป.ป.ช.ส่งสำนวนดังกล่าวมาให้พนักงานสอบสวนรับผิดชอบเพิ่มมากยิ่งขึ้น ย่อมส่งลดทอนประสิทธิภาพการดำเนินคดีอาญาของพนักงานสอบสวนในการอำนวยความยุติธรรมขึ้นได้” พล.ต.อ.วุฑฒิชัย เสนอแนวคิด

นายกสมาคมพนักงานสอบสวน ย้ำด้วยว่า ก่อนมีการพิจารณาดำเนินการในเรื่องนี้ สมาคมพนักงานสอบสวนเห็นควรให้ตั้งคณะทำงานจากผู้มีประสบการณ์ทั้งด้านกฎหมายและคดีอาญา โดยสมาคมพนักงานสอบสวนพร้อมสนับสนุนส่งผู้เชี่ยวชาญเป็นคณะทำงานดังกล่าวด้วย