เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 พฤษภาคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(รรท.ผบช.สตม.) พร้อม พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.ภ.7 ช่วยราชการ สตม.,พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. และ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3ร่วมกับทีมงานแถลงผลระดมกวาดล้างอาชญากรรมและกวดขันจับกุมชาวต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะก่อเหตุอาชญากรรม ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในห้วงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกระหว่างวันที่ 26 เมษายน- 10 พฤษภาคมนี้
คดีแรกเป็นผลงานร่วมกันระหว่าง ตม.จว.ชลบุรี กับเจ้าหน้าที่ ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติ (ศปชก.ภ.จว.ชลบุรี), สภ.หนองปรือ และตำรวจท่องเที่ยวพัทยา จับกุมนายหลาง เซียวโบ (LANG Xiaobo) อายุ 27 ปี สัญชาติจีน พร้อมพวกที่แฝงตัวเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวรวม 9 ราย ฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทางานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตาม พ.ร.ก.การทำงานของคนต่างด้าว จับกุมได้เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ที่บ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซอยเขาตาโล ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ รวม 17 รายการ
พฤติการณ์คือกลุ่มชาวจีนรายนี้ลอบทำงานเป็นตัวแทนของบริษัทซื้อขายทองและหุ้น ซึ่งมีต้นสังกัดอยู่ประเทศจีน โดยจะทำการซื้อขายกันผ่านแอพพลิเคชั่นชื่อ คิวคิว(QQ) และจะได้ค่าจ้างเป็นเงินไทยคนละ 2 หมื่นบาท โดยได้ค่าเช่าบ้านพักดังกล่าวเป็นเวลา 3 เดือน เดือนละ 85,000 บาท รวม 255,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางส่ง สภ.หนองปรือ ดำเนินคดี ก่อนเพิกถอนอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร พร้อมส่งกลับประเทศและขึ้นบัญชีเป็นบุคคลต้องห้ามต่อไป
คดีต่อมา ชุดสืบสวนกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ได้จับกุมบุคคลที่กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และมีความเสี่ยงก่อเหตุอาชญากรร ม รวมทั้งสิ้น 95 คน แบ่งเป็นแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง ได้ 77 คน และอาศัยเกินกำหนด(โอเวอร์สเตย์) 4 คน รวมถึงบุคคลให้การช่วยเหลือ ปิดบังซ้อนเร้น 7 คน ครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายอีก 1 คน และความผิดตาม พ.ร.ก.การทำงานของคนต่างด้าวฯ 6 คน นอกจากนี้ บก.ตม.3 ยังสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดในช่วงระดมกวาดล้าง รวมทั้งสิ้น 1,476 คดี แบ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง รวม 1,435 คดี ความผิดตามกฎหมายอาญา 1 คดี และตามอื่นๆ อีก 40 คดี


คดีต่อมา พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบก.ตม.2 เจ้าหน้าที่ บก.ตม.2 แถลงผลจับกุม นายจักจิตซิงค์ สุขจรัญซิงค์ กราง (MR.JAGJITSINGH SUKHCHARAN) อายุ 32 ปี สัญชาติอินเดีย ข้อหา “ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอมฯ (หนังสือเดินทางประเทศอังกฤษ)” ได้เมื่อวันที่11 เมษายนที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ ตม.ขาเข้า พบบุคคลต่างด้าวแสดงหนังสือเดินทางประเทศอังกฤษเพื่อขออนุญาตเข้าประเทศ ปรากฎว่าในหน้าข้อมูลส่วนบุคคลมีความผิดปกติไปจากหนังสือเดินทางประเทศอังกฤษทั่วไป จึงสอบถามด้วยภาษาอังกฤษ แต่บุคคลต่างด้าวรายนี้ ไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ จึงประสานตำรวจเข้าสอบถามเพิ่มเติม ก่อนชายรายนี้จะยอมรับว่า ตนชื่อนายจักจิตซิงค์ สัญชาติอินเดีย ไม่ได้เป็นคนอังกฤษแต่อย่างใด โดยซื้อพาสปอร์ตดังกล่าวจากประเทศบ้านเกิด ผ่านนายหน้าชาวอินเดีย ในราคา 30,000 รูปี(15,000บาท) เพื่อเดินทางไปลักลอบทำงานในประเทศอังกฤษ โดยตนเชื่อว่าหากใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านจะมีโอกาสรอดได้

พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้ชุด สืบสวนขยายผลว่ามีลักษณะเป็นขบวนการหรือไม่ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ชาวต่างชาติฉวยโอกาสใช้หนังสือ เดินทางปลอมลักลอบเดินทางเข้า-ออกประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา มีรายงานสถิติความผิดเกี่ยวกับการใช้หนังสือเดินทางลักลอบขนคนเข้าเมือง เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปี 2561 ได้จับกุมผู้ต้องหาในกลุ่มดังกล่าวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ ถึง 70 ราย ขณะที่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาจนปัจจุบัน จับแล้วทั้งสิ้น 26 ราย
คดีต่อมา จับกุมนายบัน โตลา (BUN TOLA) และนางซก ซเรลิน (SOK SREYLIN) สัญชาติกัมพูชา ที่ร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์ ล้วงกระเป๋าประชาชนที่มาเดินซื้อสินค้า ในห้างสรรพสินค้าเมกา บางนา ซึ่งก่อเหตุครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ก่อนกลับมาก่อเหตุซ้ำเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดในห้างสรรพสินค้า บันทึกภาพขณะคนร้ายร่วมกันก่อเหตุไว้ได้
เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวมาสอบถามและตรวจสอบหนังสือเดินทางของชาวต่างด้าวทั้ง 2 ราย พบว่า ได้เดินทางเข้ามาและอยู่ในประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในฐานะนักท่องเที่ยว สอบถามชาวต่างด้าวทั้ง 2 คน ให้การยอมรับว่า ได้ร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์จริง โดยนางซก จะเลือกเหยื่อแล้วล้วงเอาทรัพย์สินมีค่า ไปให้นายบัน ก่อนนำกลับไปที่กัมพูชา โดยได้ลักโทรศัพท์ไอโฟนเอกซ์อาร์ ไปขายในราคา 7,000 บาท และ โทรศัพท์มือถือหัวเว่ย ในราคา 3,000 บาท แล้วแบ่งเงินกันภายหลัง


