โฆษก ทส.แจง บิ๊กเต่าไม่เกี่ยวแผนที่ วันแมป
จากกรณีข่าวที่มีการคาดการณ์ว่ารัฐมนตรีหลายท่านในคณะรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปรับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา โดยหนึ่งในรัฐมนตรีตามกระแสข่าวดังกล่าวคือ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และมีการระบุว่า พล.อ.สุรศักดิ์พูดถึงผลงานของตนเองที่ประสบความสำเร็จแต่มิได้มีการพูดถึงโครงการที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น โครงการแก้ไขปัญหาเขาหัวโล้น โครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการมาตราส่วน 1 : 4,000 (วันแมป-One map) ที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณไปกว่า 1,000 ล้านบาท นั้น
วันที่ 5 พฤษภาคม นายโสภณ ทองดี ผู้ตรวจราชการกระทรวง ในฐานะโฆษก ทส. ชี้แจงว่า โครงการวันแมปเป็นการต่อยอดผลการดำเนินงานจากโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ ปีงบประมาณ พ.ศ.2552-2555 ซึ่งเริ่มดำเนินการและแล้วเสร็จก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันจะเข้ารับตำแหน่ง อีกทั้ง พล.อ.สุรศักดิ์รับตำแหน่งเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2558 จึงมิได้เป็นผู้ดำเนินงานโครงการตามที่เป็นข่าว แต่ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงานโครงการก็สามารถต่อยอดในการแก้ไขปัญหาการซ้อนทับของแนวเขตที่ดินป่าไม้ของประเทศ แต่เนื่องจากในบางพื้นที่ยังไม่มีข้อยุติของแนวเขตป่าไม้ที่ชัดเจน รวมถึง ยังไม่มีการจัดทำข้อตกลงร่วมกันกับราษฎรในพื้นที่เพื่อหาข้อยุติต่างๆ ด้วยเหตุนี้ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานเดียวกันกับแนวเขตที่ดินของรัฐทุกประเภท รัฐบาลชุดปัจจุบันจึงได้ต่อยอดโครงการดังกล่าวเพื่อจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4,000 เพื่อเป็นมาตรฐานและใช้ประโยชน์ร่วมกันตามที่ทราบกัน
นายวิจารณ์ สิมาฉายา ปลัด ทส.กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องเขาหัวโล้นต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการ ตั้งแต่การดำเนินการจัดการกับพื้นที่ที่ถูกบุกรุก การฟื้นฟู การสร้างความเข้าใจและสร้างความตระหนักของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือและสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว รวมถึงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่เอกชน และการส่งเสริมแนวทางการดำเนินงานโดยยึดแนวพระราชดำริให้คนอยู่กับป่าได้ โดยการดำเนินงานภายใต้การนำของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยเน้นประโยชน์และความสุขของประชาชนเป็นสำคัญ อีกทั้งยังต้องเกิดความยั่งยืนในระยะยาว
“นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 อนุมัติหลักการการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวม โดยมิให้กรรมสิทธิ์ แต่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นกลุ่มหรือชุมชน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติกำหนดในรูปแบบสหกรณ์ หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาการไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งผลที่ได้ตามมาคือสามารถลดปัญหาการบุกรุกที่ดินป่าไม้ได้อีกด้วย โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 153 พื้นที่ ใน 58 จังหวัด เนื้อที่ประมาณ 5 แสนไร่ จัดคนลงในพื้นที่และรับรองรายชื่อแล้วจำนวนกว่า 41,000 ราย พร้อมส่งเสริมอาชีพแล้ว 118 พื้นที่ ใน 56 จังหวัด ทำให้ราษฎรในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นชุมชนเข้มแข็ง มีศักยภาพและคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังจัดตั้งป่าชุมชนอีกจำนวน 6,228 หมู่บ้าน ครอบคลุมพื้นที่ 3.68 ล้านไร่ ซึ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนในการอนุรักษ์และดูแลป่าไม้ของประเทศ ทำให้ผืนป่าของประเทศไทยค่อยๆ กลับฟื้นคืนสภาพสู่ความสมบูรณ์ และพื้นที่ป่าไม้ก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ” ปลัด ทส.กล่าว

