เตือนผู้ปกครอง “เลิกใช้รถ(ไม่)หัดเดิน”เหตุอันตรายแถมทำให้เด็กเดินช้า ชี้หลายประเทศแบนแล้ว

10.05.19 | 14:19 น.

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มม. แถลงข่าวกรณี ” เด็กเสียชีวิตจากรถหัดเดิน” ที่มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ศาลายา เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระบุว่า รถหัดเดินนั้นไม่ช่วยให้เด็กหัดเดินอย่างที่เข้าใจ แถมทำให้เด็กเดินช้า ชี้อันตราย หลายประเทศออกกฎหมายห้ามขายแล้ว จี้เลิกใช้รถหัดเดินแบบมีล้อ

ด้านเฟซบุ๊กแฟนเพจ Drama-addict สรุปแถลงจากมหาวิทาลัยมหิดลเรื่องรถหัดเดินระบุว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีการตายของทารกจากการใช้รถลูกล้อที่เรียกกันติดปากจากความเข้าใจผิดของพ่อแม่ว่า “รถหัดเดิน” ถึงสองรายจากการจมน้ำ และ ถูกรถชน อีกหนึ่งรายบาดเจ็บหนักแต่ไม่เสียชีวิต จากการถูกสุนัขรุมกัด ในความเป็นจริงยังมีการบาดเจ็บอีกจำนวนมากที่ไม่เป็นข่าวจากการใช้ผลิตภัณฑ์ทารกประเภทนี

รถพยุงตัวหรือเดิมเรียกรถหัดเดินเป็นอุปกรณ์ที่ยังคงวางขายทั่วไปในห้างสรรพสินค้าและร้านของใช้เด็ก พ่อแม่ในสังคมไทยมีความเคยชินในการใช้เป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่แล้วมักจะจัดหาให้เด็กเมื่อเด็กอายุ ประมาณ 5-6 เดือน การศึกษาพบว่าพ่อแม่หาซื้อให้เด็กตั้งแต่เด็กอายุประมาณ 4 เดือน

ร้อยละ 50 คิดว่าจะช่วยให้เด็กเดินได้เร็วขึ้น ร้อยละ 40 ให้เหตุผลว่าใช้เพราะผู้ดูแลไม่ว่าง ต้องทำงานบ้านจึงต้องมีที่ที่วางเด็กไว้โดยไม่ต้องดูแลเองซึ่งเป็นเหตุผลที่ตรงข้ามกับข้อควรปฏิบัติในการใช้ทั้งสิ้น

ในต่างประเทศ ในประเทศแคนาดา ออสเตรเลีย และบางรัฐในสหรัฐอเมริกาได้มีกฎหมายห้ามมิให้มีการจำหน่ายรถหัดเดินแล้วในบางรัฐให้มีการจำหน่ายพร้อมคำเตือนอันตรายแก่ผู้ซื้อ

Advertisement

ในบ้านเราปัจจุบัน สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคก้าหนดให้เรียกว่า รถพยุงตัวไม่ให้ใช้คำาว่า รถหัดเดิน และให้กำกับฉลากคำเตือนบนผลิตภัณฑ์ ให้ผู้ดูแลเด็กรู้ว่าอาจมีอันตราย ต้องอยู่ใกล้ชิดเด็กเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์นี และไม่ช่วย ในการหัดเดิน

รถหัดเดินทำให้เด็กเดินช้าเพราะเมื่อเด็กเล็กที่อยู่ในรถหัดเดินเวลาจะเคลื่อนที่จะใช้ปลายเท้าจิกลงและไถไปข้างหน้า แต่เวลาเด็กเริ่มเดินจริง กลไกการเดินที่ถูกต้องจะใช้ส้นเท้าลงก่อน ดังนั้นเด็กที่อยู่ในรถหัดเดินนานหลายชั่วโมงต่อวันเมื่อตั้งไข่ได้ดีแล้วจะก้าวเดิน เด็กจะใช้ปลายเท้าจิกลงซึ่งจะทำให้ท่าทางการเดินทรงตัวได้ไม่ดี

โดยทั่วไปเด็กที่อยู่ในรถหัดเดินหลายชั่วโมงต่อวันจะเดินได้ช้ากว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้ประมาณ 1-3 เดือน ในสิงคโปร์มีการวิจัยในเด็ก 185 คนพบว่าร้อยละ 10.8 ของเด็กที่ใช้รถหัดเดินเป็นประจ้าจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวช้ากว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้ แต่ที่เป็นผลเสียมากกว่านั้นคืออันตรายจากอุบัติเหตุ

จากการวิจัยพบว่าหนึ่งในสามของเด็กที่ใช้รถหัดเดินจะเคยได้รับบาดเจ็บจากรถหัดเดิน อันตรายที่รุนแรงพบได้จากการตกจากที่สูง การพลิกคว่้าจากพื้นที่มีความต่างระดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้รถหัดเดินในบ้านที่มีหลายชั้นหรือบ้านที่ยกระดับมีใต้ถุนบ้านแล้ว มิได้ท้าประตูกั้นหน้าบันได หรือท้าประตูกั้นแต่เปิดได้สองทิศทางแล้วเกิดลืมใส่ล๊อคไว้ การตกจากที่สูงจะน้าไปสู่การบาดเจ็บกระดูกต้นคอ บาดเจ็บศีรษะและเลือดออกในสมองทำให้เสียชีวิตได้

การบาดเจ็บอีกชนิดหนึ่งที่รุนแรงคือการบาดเจ็บจากการเข้าสู่จุดอันตราย ความเสี่ยงรอบบ้าน เด็กบนรถหัดเดินจะเคลื่อนที่ได้ไกลและเร็ว เกิดการคลาดสายตาจากพ่อแม่ได้ง่าย เด็กจะวิ่งชนโต๊ะที่วางกาน้ำร้อนอยู่ หรือวิ่งไปพร้อมกระชากสายไฟฟ้าของกาต้มน้ำ น้ำร้อนมักจะลวกเป็นพื้นที่กว้างตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงลำตัวและแขนขา จมน้ำแหล่งน้ำในบ้านหรือรอบๆบ้าน เช่นสระว่ายน้ำ บ่อน้ำ หรือเพียงแค่คว่้าในอ่างน้ำ ถังน้ำ กะละมัง เป็นเหตุให้เด็กจมน้ำได้ เคลื่อนออกพื้นที่ถนนท้าให้ถูกรถชน สุนัขกัด เพียงเวลาไม่กี่นาทีที่เด็กคว่าหรือตกลงในภาชนะเก็บกักน้ำทั้งหลายจะนำไปสู่การขาดอากาศและเกิดภาวะสมองตาย ยากเกินกว่าการแพทย์จะช่วยแก้ไขได้

การป้องกันที่ถูกต้องคือ “งดใช้รถไม่หัดเดินชนิดมีลูกล้อแบบนี้ !” เนื่องจากหลักฐานการวิจัยที่ผ่าน มาทั้งหมดเชื่อได้ว่ารถหัดเดินจัดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “มีประโยชน์น้อย ไม่ช่วยการเดิน แต่มีอันตรายมาก” ไม่คุ้มค่าในการใช้ หรือเลือกใช้ “รถพยุงตัว ที่ไม่มีลูกล้อ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่รูปร่างหน้าตาคล้ายกัน แต่ไม่มีลูกล้อ