เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 10 พฤษภาคม ที่ชั้น 8 อาคารเฉลอมพระเกียรติพระบรมราชินีนาถ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ผศ.พญ.จารุพร พรหมวงค์ รองผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และนายเกรียงศักดิ์ ไชยวงค์ ผู้เชี่ยวชาญนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ หัวหน้าฝ่ายตรวจคัดกรองโลหิต ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่น วัย 24 ปีไปรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แต่โรงพยาบาลให้เลือดทำให้ติดเชื้อเอชไอวี ต่อมาทางโรงพยาบาลแถลงว่าได้รับเลือดจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย
ผศ.พญ.จารุพร กล่าวว่า ทางสภากาชาดไทยขอแสดงความเสียใจต่อกรณีดังกล่าว โดยทางสภากาชาดไทยมีความพยายามทำให้เลือดที่ได้รับบริจาคโลหิตมีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งในขั้นตอนการบริจาคโลหิต ก่อนอื่นผู้ให้บริจาคเลือดจะต้องคัดกรองตัวเองว่ามีความเสี่ยงของเลือดในการให้เลือดต่อผู้อื่นหรือไม่ และทำการคัดกรองผ่านการตอบแบบสอบถาม ต่อมาทางพยาบาลจะทำการสัมภาษณ์เพื่อคัดกรองอีกครั้งว่าผู้ให้บริจาคเลือดนั้นมีความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อให้กันผู้ป่วยหรือไม่ จากนั้นจะนำเลือดที่ได้รับการบริจาคไปตรวจภายในห้องปฎิบัติการที่มีมาตราฐานสากลเทียบเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยจะมีการตรวจน้ำเหลืองว่ามีภูมิต่อเชื้อหรือไม่ การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) และอาร์เอ็นเอ (RNA) เพื่อตรวจหาเชื้อเอชไอวี ไวรัสตับเอกเสบซี และบี โดยกระบวนการตรวจเลือดนั่น ทางสภากาชาดไทยมีความมั่นใจว่าเลือดที่ได้รับการบริจาคมีความปลอดภัยและมาตราฐานระดับสากล

ผศ.พญ.จารุพร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เลือดที่มีความปลอดภัยและมาตรฐานระดับสากล ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากจะมีระยะที่ผู้ให้การบริจาคโลหิต จะมีความเสี่ยง เช่นการฉีดยาเสพติดเข้าเส้นเลือด การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นก็จะได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายเป็นระยะเริ่มต้นที่มีเชื้ออยู่ในเลือด เรียกว่า วินโดว์พีเรียส (Window Period) โดยระบบการตรวจในห้องปฎิบัติการจะยังไม่พบเชื้อดังกล่าว ซึ่งเป็นของจำกัดทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีที่ไหนสามารถตรวจได้ เนื่องจากเชื้ออาจอยู่ในเนื้อเยื่อ หรืออยู่ในเลือดปริมาณที่น้อยมาก ดังนั้น ผู้บริจาคโลหิตจะต้องมั่นใจว่าตัวเองไม่อยู่ในระยะที่แพร่เชื้อและตรวจเชื้อไม่เจอ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางสภากาชาดไทยได้พยายามรณรงค์ให้ผู้บริจาคโลหิตคัดกรองตนเอง ว่าในการบริจาคเลือกทุกครั้งต้องมีความมั่นใจว่าเลือด ว่าเลือดที่จะบริจาคปลอดภัย
ผศ.พญ.จารุพร กล่าวว่า สำหรับระยะเริ่มต้นในแต่ละโรคไม่เท่ากัน โดยเอชไอวีจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 วัน หากไปรับความเสี่ยงมาอาจจะเป็นช่วงที่เชื้อเข้าไปสู่ร่างกาย แต่น้ำยาในห้อปฏิบัติการอาจจะยังไม่ตรวจพบได้ ส่วนไวรัสตับอักเสบบี ประมาน 24-27 วัน สามารถติดเชื้อได้ทั่วไป โดยในประเทศไทย สถานการณ์ยังคงระบาด ส่วนไวรัสตับอักเสบซี 3-5 วัน จะรับเชื้อผ่านการฉีดยาเสพติดเข้าเส้น ร่วมผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับเอกเสบบีและซีและเอชไอวี โดยขอเรียนว่าส่วนใหญ่ผู้ให้บริจาคจะช่วยคัดกรองตัวเองเพื่อให้เลือดมีความปลอดภัย แต่บางส่วนพบว่าผู้บริจาคมีเชื้อที่สามารถตรวจเจอได้ชัดเจน ไม่ได้อยู่ในระยะวินโดพีเรียส และทำให้ตรวจพบได้

ผศ.พญ.จารุพร กล่าวว่า จากสถิติของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ใช้มาตราฐานการตรวจเลือดเช่นเดียวกับไทย พบว่า ความเสี่ยงของผู้บริจาคในการเข้าสู่ระยะเริ่มต้น โดยเอชไอวี คิดเป็น 1 ต่อ 1.7 ล้าน ยูนิต ส่วนไวรัสตับอักเสบซี คิดเป็น1 ต่อ 1.6 ล้าน ยูนิตของเลือดที่จ่ายไป ส่วนส่วนไวรัสตับอักเสบบี คิดเป็น 1 ต่อ 2.6 แสนยูนิตของเลือดที่จ่ายไป ทั้งนี้สำหรับกรณีดังกล่าวข้อผิดพลาดอยู่ในขั้นตอนใดนั้น เบื้องต้นทราบว่าเกิดขึ้นเมื่อปี 2547 โดยปีนั้นทางสภากาชาดไทย ยังไม่มีการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส (nucleic acid testing: NAT) ตรวจดีเอ็นเอ และอาร์เอ็นเอโดยสมบูรณ์ เนื่องจากเพิ่งมีการนำวิทยาการดังกล่าวมาใช้ในปี 2549 ซึ่งช่วงดังกล่าวยังไม่ได้มีการตรวจเลือดสมบูรณ์ร้อยละ 100 เพราะน้ำยาตรวจเพิ่งถูกผลิตขึ้น และเพิ่งนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยช่วงปีดังกล่าว จึงอยู่ระหว่างการนำวิทยาการดังกล่าวมาใช้
“ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าเลือดทุกยูนิตในช่วงปีดังกล่าวจะถูกตรวจด้วยแนท โดยผู้ที่ได้รับเลือดปีดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงบ้าง แต่ความสำคัญอยู่ที่ผู้บริจาคโลหิต ถามว่ามีโอกาสหรือไม่ขึ้นอยู่กับผ้บริจาค การทดสอบเลือดอาจช่วยได้ แต่สิ่งสำคัญคือผู้บริจาคต้องพูดความจริง โดยทางสภากาชาดไทย ไม่สามารถทำให้เลือดนั้นปลอดภัยร้อยเปอร์เซนโดยที่ผู้บริจาคโลหิตไม่ได้ให้ความร่วมมือ “ผศ.พญ.จารุพร กล่าว
ผศ.พญ.จารุพร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันทางศูนย์บริการโลหิตได้ลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีการตรวจเลือดเพื่อให้เลือดปลอดภัยสูงสุดโลหิตทุกยูนิตที่ได้รับบริจาค ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะทำการตรวจคัดกรองคุณภาพโลหิตตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก การตรวจหาเชื้อโรคที่ถ่ายทอดทางการให้เลือด ทั้งด้านน้ำเหลืองวิทยา (serologic testing) และการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส (nucleic acid testing: NAT) โดยยึดตามนโยบายบริการโลหิตแห่งชาติ และมาตรฐานธนาคารเลือดและงานบริการโลหิตทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวจะมีการพูดคุยในระดับผู้บริหารต่อไป
ด้านนายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการตรวจระบบด้านน้ำเหลืองวิทยา (serologic testing) เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2530 คือ การตรวจภูมิต่อต้านเมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะมีการสร้างแอนติบอดี้ ซึ่งการตรวจนี้จะเป็นการตรวจหลังจากการผ่านการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส (nucleic acid testing: NAT) ที่นำมาใช้ในปี 2543 แต่การตรวจน้ำเหลืองนั้นก็มีข้อจำกัด คือ การตรวจพบเชื้อในระยะวินโดว์พีเรียส ยังไม่สามารถตรวจพบได้ โดยกว่าจะเจอต้องใช้เวลากว่า 22 วัน ส่วนไวรัสตับอักเสบบีอยู่ที่ 38วัน และไวรัสตับอักเสบซีอยู่ที่ 66 วัน ดังนั้น หากไม่ใช้วิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส (nucleic acid testing: NAT) จะใช้เวลามากขึ้นกว่าจะตรวจเจอ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีผู้บริจาค 3-4 ราย โทรมาว่าตัวเองได้ติดเชื้อจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนหน้านี้ และจะตรวจเช็คด้วยการบริจาคโลหิตว่าตัวเองติดเชื้อหรือไม่ ซึ่งต่อมาทางศูนย์บริจาคโลหิตได้มีการคัดกรองเข้มงวดขึ้น และไม่แจ้งผลเลือดต่อผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว
นายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ปกติจะตรวจซิการตรวจระบบด้านน้ำเหลืองวิทยา (serologic testing) ก่อน ถึงจะมาตรวจซ้ำด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส (nucleic acid testing: NAT) ต่อมาเมื่อมาถึงปี 2549 ถึงจะมีการตรวจมาตรการสากลสมบูรณ์ร้อยละ 100 โดยจะตรวจควบคู่กันหรือที่เรียกว่า Individuals NAT คือ ตรวจหาดีเอ็นเอรายบุคคลทีละ 1 ครั้ง จากเมื่อก่อนต้องตรวจโดยเอาน้ำเหลือง 6 คนมารวมกัน เพราะมีต้นทุนสูง
“เรายืนยันว่าเลือดทุกยูนิต 100% ได้รับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อที่ติดต่อทางเลือดแต่ไม่ร้อย100%ที่จะตรวจเจอ ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยี เพราะต้องใช้เวลาในการเพิ่มจำนวนของเชื้อก่อน ถึงจะสามารถตรวจเจอเชื้อ โดยส่วนนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้บริจาค หากจะทำบุญจริง และพบว่าตนเองมีภาวะเสี่ยงไม่ควรมาบริจาค” นายเกรียงศักดิ์ กล่าวและว่า ประเทศไทย เป็นอีกประเทศที่ใช้เทคโนโลยีธนาคารเลือดที่ทันสมัยที่สุดในโลกและเป็นแนวหน้าผู้นำเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชีย โดยนำการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส (nucleic acid testing: NAT) ถือเป็นประเทศแรกๆของโลกที่นำมาใช้ เพียงแต่ตอนเริ่มต้นซึ่งอยู่ระหว่างปีดังกล่าว น้ำยามีราคาแพงมากจึงต้องใช้วิธีการผูกหรือรวมตัวอย่าง จาก 24 ตัวอย่าง และลดตัวอย่างเป็น 16 ตัวอย่าง 8 ราย 6 ราย 4 รายและปัจจุบันเป็น 1 ราย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันทั่วโลก หรือเป็นช่วงพัฒนาน้ำยาของบริษัทผู้ผลิต
เมื่อถามว่าผู้ที่จะมาบริจาคโลหิตจะต้องงดมีเพศสัมพันธ์ 5-7 วันใช่หรือไม่ ผศ.พญ.จารุพร กล่าวว่า หากพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงหรือไม่มั่นใจคู่นอนว่าติดเชื้อหรือไม่ โดยปกติจะให้เลื่อนเวลาในการให้บริจาคเลือด 3 เดือน เพื่อป้องกันผู้ให้บริจาคโลหิตจะอยู่ในช่วง ขณะที่ต่างประเทศจะเลื่อนไปเป็นเวลา 1 ปี อย่างไรก็แล้วแต่ หากผู้บริจาคโลหิตไม่มั่นใจว่ามีความปลอดภัย หรือสงสัยว่าตนเองติดเชื้อ ขอให้ผู้นั้นไปทำการตรวจทุกครั้งก่อนมาบริจาค เพื่อให้เลือดมีความปลอดภัยและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ป่วย
“อย่างไรก็ตาม กรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นในปี 2523 ซึ่งเคสดังกล่าวทำให้เรารู้จักเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย และเป็นช่วงที่เอชไอวีระบาดในประเทศไทย โดยเป็นคนแรกที่ได้รับเลือดและติดเชื้อ ขณะเดียวกัน ต่างประเทศยังพบเคสเดียวกันหลายราย กระทั่งหลายอาชีพถูกจำกัดในการให้เลือด และทำให้ทั่วโลกตระหนักและระมัดระวังถึงความปลอดภัยในการให้เลือด” ผศ.พญ.จารุพร กล่าว

