เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ผศ.พญ.จารุพร พรหมวงศ์ รองผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวถึงกรณีหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่น วัย 24 ปี ไปรักษาอาการป่วยด้วยโรคลูคีเมียที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อโรงพยาบาลให้เลือดทำให้ติดเชื้อเอชไอวี โดยเลือดดังกล่าวมาจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลดังกล่าวได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการดูแลรักษาฟรีว่า ในส่วนของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะมีการนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะผู้บริหารว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติจะมีการเยียวยาผู้ป่วยรายนี้หรือไม่ ผศ.พญ.จารุพรกล่าวว่า เรื่องนี้ยังตอบเองไม่ได้ ต้องขอหารือในที่ประชุมคณะผู้บริหารอีกครั้ง แต่สิ่งที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติจะเร่งดำเนินการทันทีคือ ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการบริจาคโลหิต เพราะแม้ว่าขณะนี้จะมีวิธีการคัดกรองผู้บริจาคโลหิตเข้มข้น รัดกุม ได้มาตรฐานโลกอย่างไร ถ้าการคัดกรองนั้นไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้บริจาคโลหิตด้วย ก็มีโอกาสเสี่ยง หรือผิดพลาดได้เช่นกัน
“ดังนั้น ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติจะสร้างความตระหนักในประเด็นเหล่านี้ ให้ผู้ที่ตั้งใจจะบริจาคเลือดคัดกรองตัวเอง ตรวจสอบ สำรวจว่าก่อนที่จะไปบริจาคเลือดมีความเสี่ยงหรือไม่อย่างไร ถ้าไปมีความเสี่ยงมา ขอให้เว้นระยะ เว้นช่วงโดยเลื่อนการบริจาคเลือดออกไปก่อน” ผศ.พญ.จารุพรกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในต่างประเทศกำลังทดลองพัฒนาการทำให้เลือดที่รับบริจาคมีความปลอดภัย 100% ด้วยวิธีการใส่ยาฆ่าเชื้อทุกชนิดลงไปในถุงบรรจุเลือด หรือที่เรียกว่า Pathogen Inactivation ซึ่งคาดว่าภายใน 10 ปี ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยจะใช้วิธีการนี้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้เลือดทุกถุงที่รับบริจาคมาปลอดภัยกับผู้ป่วยทุกคน

