ส.ต.ดีใจได้ทองคืน เจ้าของอ้างนำเงินไปหมุน แต่ลูกค้าอีกอื้อยังวังเวง

16.05.19 | 17:23 น.

กรณีหนุ่มโพสต์คลิปเถียงกับพนักงานร้านทอง ย่านประชาอุทิศ หลังไปไถ่ทองคำหนัก 2 บาท แต่ทางร้านกลับบ่ายเบี่ยง อ้างไม่สามารถนำทองคืนให้ตามกำหนด เนื่องจากเจ้าของร้านทองไม่อยู่ ก่อนจะเลื่อนนัดออกไปอีกหลายครั้ง จนผู้เสียหายเชื่อว่าทางร้านมีเจตนายักยอกทรัพย์ไป ก่อนรวมตัวกับผู้เสียหายอื่นๆ เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ กระทั่งมีตัวแทนซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 นำทองมาคืนให้


เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ สน.ราษฎร์บูรณะ ส.ต.พีระภัทร ภาบรรดิษฐ์ หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า ทองที่ได้รับคืนคือทองของตนจริง ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นทองเส้นเดิม แต่ไม่ได้ตรวจสอบว่าน้ำหนักยังเท่าเดิมหรือไม่ โดยเมื่อได้พูดคุยกับผู้แทนของร้านทองที่นำมาคืนให้ในวันนี้ ทราบว่า ในช่วงที่ตนนำทองไปจำนำนั้น หลานเจ้าของร้านประสบอุบัติเหตุเข้าโรงพยาบาล ร้านจึงนำทองของตนไปหมุนก่อน แล้วค่อยเอามาคืนให้ ซึ่งขณะนี้เจ้าของร้านไม่สะดวกนำเข้ามาให้ด้วยตัวเอง เพราะอยู่ในอาการเครียด พูดจาวกวน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วรู้สึกดีใจและขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมปกครอง และสื่อมวลชน ที่ช่วยกันประสานนำทองกลับมาคืนให้

ขณะที่ น.ส.อัมพวรรณ ทับโชติ ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า ได้นำทองไปจำนำกับที่ร้านค้าทองเมื่อปี 2561 และได้ผ่อนจ่ายดอกเบี้ยเรื่อยมา กระทั่งมีเงินพอไปขอไถ่ทองคืนได้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่เมื่อไปถึงทางร้านกลับบ่ายเบี่ยงอ้างเหตุผลว่ายังไม่ถึงคิว หรือทำไม่เสร็จ ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำอะไร และเลื่อนนัดมาถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้คืน ล่าสุดหลังทราบข่าว ก็ตามไปที่ร้านอีกครั้ง ปรากฏว่าร้านปิด จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับตำรวจ

น.ส.อัมพวรรณกล่าวต่อ นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายบางรายที่นำทองหนัก 3 บาท ไปฝากให้หลอมทำลวดลายใหม่บริเวณตะขอเกี่ยว เนื่องจากของเดิมกำลังจะขาด ซึ่งฝากให้ทำตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 โดยทางร้านบอกว่าจะเสร็จในช่วงสิ้นเดือน แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้คืนเช่นกัน

Advertisement

นายพลกฤษ เรืองสุกใส หัวหน้ากลุ่มงานกำกับสืบสวนและปราบปราม กรมการปกครอง กล่าวว่า สาเหตุที่กรมการปกครองมาในวันนี้ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของกรมที่ดูแล เรื่อง พ.ร.บ.ควบคุมขายทองตลาด และค้าของเก่า ซึ่งร้านทองจัดอยู่ในประเภทหนึ่งที่ค้าของเก่า เป็นความรับผิดชอบของกรมการปกครอง หลังจากนี้จะลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจ เพื่อไปตรวจสภาพร้าน เรื่องการต่อใบอนุญาตร้าน การลงบัญชีในการรับซื้อ ซึ่งในกรณีของ ส.ต.พีระภัทร นั้น เจ้าของร้านทองได้ฝากผู้อื่นเอาทองมาให้ ซึ่งคนที่เอามาคืนเป็นเจ้าหนี้เจ้าของร้านทอง และมาเพื่อแจ้งความเจ้าของร้านทอง ส่วนผู้เสียหายรายอื่นๆ ผู้แทนที่นำทองมาคืนยังไม่ทราบรายละเอียด เพราะเจ้าของร้านทองฝากมาคืน ส.ต.พีระภัทร รายเดียว

พ.ต.ท.บุญนำ ลบโลกา รอง ผกก.สอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องทางคดีอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เสียหายหลายคนว่ามีการจำนำทองเมื่อไหร่ ระยะเวลานานเท่าใด ทองหนักกี่บาท และจำนำทองไว้เป็นเงินเท่าใด ซึ่งจะสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นจะเชิญเจ้าของร้านมาให้ข้อมูลก่อนไปตรวจสอบว่าทองอยู่ที่ร้านหรือไม่ สำหรับกรณี ส.ต.พีระภัทร ซึ่งเป็นผู้เสียหายก็ไม่ได้ติดใจเอาความ ส่วนผู้เสียหายอีก 5 คน ยังมีคดีกับเจ้าของร้านทองอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องของตำรวจและฝ่ายปกครองที่ต้องทำงานร่วมกันต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ผู้เสียหายได้รับจากร้านทอง พบว่าเป็นบิลรับซื้อชั่วคราว ที่ไม่ระบุชื่อร้านทอง หรือกำหนดดอกเบี้ยจึงถือว่าไม่ปกติ และไม่มีผลบังคับใช้อย่างสัญญาขายฝาก ซึ่งทางตำรวจต้องสอบถามผู้เสียหายว่าต้องการนำทองไปจำนำ หรือนำไปขายฝากอีกครั้ง เนื่องจากมีความแตกต่างกัน เพราะการจำนำ คือการนำทรัพย์ไปประกันการชำระหนี้ ขณะที่การขายฝาก คือการโอนกรรมสิทธิ์ของทรัพย์ให้กับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ขายฝากสามารถซื้อคืนได้ภายใน 3 ปี โดยทำสัญญาขายฝากตามกฎหมาย