ศาลปกครองสูงสุดสั่งทุเลา ระงับคำสั่งปลด กลุ่มอดีตข้าราชการเข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลกระทำผิดวินัยร้ายแรง ทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ศาลระบุเข้า3 เงื่อนไขทุเลา ต้นสังกัดต้องตั้งกรรมการสอบก่อน ไม่เช่นนั้นผลร้ายเกินเยียวยาเเก้ไข
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองในคดีหมายเลขดำที่ ฟบ.11/2559 ที่นายคิม ปรีเปรม กับพวกรวม 89 คนซึ่งเป็นอดีตข้าราชการพลเรือนที่เข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอ2552ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ,คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ,ปลัดกระทรวงมหาดไทย,อธิบดีกรมการปกครอง,อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น,อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-6
โดยฟ้องว่าผู้ฟ้องทั้ง 89 คนเป็นอดีตข้าราชการพลเรือนได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่4 มีประกาศรับสมัครข้าราชการที่มีคุณสมบัติเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรนายอำเภอปี 2552 ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้ง 89 เป็นผู้สอบผ่านการคัดเลือกตามประกาศรายชื่อ แต่ปรากฏว่าในระหว่างนั้นได้มีผู้ร้องเรียนผู้ถูกฟ้องคดีที่สองว่ามีเจ้าหน้าที่กรมการปกครองเรียกรับเงินเพื่อช่วยเหลือให้เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรดังกล่าวต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่สองได้ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติชี้มูลว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 89 คนมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามมาตรา 85 (4)แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 พร้อมกับส่งรายงานเอกสารความเห็นไปยังกรมการปกครองเพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีทั้ง89คนจากนั้นปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง89คนได้ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการโดยผู้ฟ้องคดีทั้ง89คนได้มีหนังสืออุทธรณ์คำสั่งซึ่งได้มีการพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง89 คนเป็นเพียงผู้มีส่วนสนับสนุนในการกระทำผิดเกี่ยวกันทุจริตสอบคัดเลือกคาดการณ์เพื่อเข้าศึกษาอบรมหลักสูตรในอำเภอประจำปี 2552 ในลักษณะช่วยเหลือผู้ลงมือกระทำผิดหลังจากได้ลงมือกระทำผิดแล้วจึงไม่ถือว่าเป็นความผิดร่วมกับผู้กระทำผิดมันสมควรกำหนดโทษในระดับเดียวกับผู้กระทำผิดอุทธรณ์ผู้ฟ้องคดีทั้ง 89 คนผลฟังขึ้นบางส่วนจึงมีมติให้ลดโทษผู้ฟ้องคดีทั้ง 89 คนจากไล่ออกราชการเป็นปลดออกจากราชการ จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่3-6จึงได้มีคำสั่งลดโทษตามมติ
ในระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่4 ได้มีประกาศกรมการปกครองยกเลิกผลการคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้าศึกษาอบรมหลักสูตรในอำเภอปีงบประมาณ 2552 บางส่วนซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้ง89คนเห็นว่าผู้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่2ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีในความผิดฐานประพฤติชั่วร้ายแรงรวมทั้งในขณะที่มีการรับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนนั้นแล้วธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้สิ้นผลลงโดยการประกาศใช้รัฐธรรมมนูญพ.ศ. 2550 จึงเป็นเหตุให้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต 2552 ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ2550 สิ้นผลลงเช่นกัน การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่สองตามกรณีพิพาทจึงเป็นไปโดยไม่มีอำนาจอีกครั้งก็อยากถามผู้ถูกฟ้องคดีที่สองนำมาพิจารณาชี้มูลความผิดผู้ฟ้องคดีก็ล้วนเป็นพยานหลักฐานที่เป็นเท็จปราศจากความน่าเชื่อถือโดยเฉพาะถ้อยคำของพยานบุคคลเกิดจากการถูกล่อลวงชักจูงและขู่เข็ญการชี้มูลของผู้ถูกฟ้องคดีที่2จึงไม่มีผลผูกพันผู้ถูกฟ้องคดีอื่นที่คงต้องความผิดตามฐานความผิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่สองชี้มูลแต่อย่างใด คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่หนึ่งจึงไม่ชอบด้วยกฏหมายจึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่สองที่ชี้มูลว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง89คนกระทำความผิดวินัยร้ายแรง ,ขอให้เพิกถอนรายงานการสอบสวนความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่3-6 , ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่3 ที่ไล่ผู้ฟ้องคดีที่6 ออกจากราชการ เเละคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ไล่ผู้ฟ้องคดีที่1,3-5,7- 62, 64- 89 ออกจากราชการ ,คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่5 ที่ไล่ผู้ฟ้องคดีที่2ออกจากราชการและคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่6ที่ไล่ผู้ฟ้องคดีที่63ออกจากราชการ ,ขอให้เพิกถอนประกาศของผู้ฟ้องคดีที่4เรื่องยกเลิกผลการคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้าศึกษาอบรมหลักสูตรในอำเภอในปีงบประมาณ 2552 (บางส่วน),ขอให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3-6คืนสิทธิประโยชน์ต่างๆอันได้แก่เงินเดือนค่าตอบแทนค่ารักษาพยาบาลเงินสวัสดิการรวมทั้งการปรับขึ้นเงินเดือนและการปรับเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นตามสิทธิ์ที่พึงได้พร้อมดอกเบี้ยตามกฏหมายโดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่3-6มีคำสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดีทั้ง89คน
โดยในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุดผู้ฟ้องคดีที่ 1-4 ,7-11,13-16, 21 ,22 ,24- 28, 32 -34, 39- 47 49-51, 54 ,56-61,63,66,69,70,72,74,76-83,85-87 ยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการใดเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาเนื่องจากการดำเนินการลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีแต่ละรายในคดีนี้เป็นไปโดยไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทำให้มีดุลพินิจลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีโดยไม่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีข้างต้นไม่ว่าจะเป็นความเดือดร้อนเสียหายในการดำรงชีพ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานเสียสิทธิ์ประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ
โดยเฉพาะกรณีที่มีการบรรจุและแต่งตั้งผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรในอำเภอให้ดำรงตำแหน่งชำนาญการพิเศษข้ามรุ่นของผู้ฟ้องคดีแต่ละรายและการทุเลาคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีข้างต้นไม่ได้กระทบหรือเป็นอุปสรรคแก่การบริหารราชการหรือการบริการสาธารณะแต่อย่างใด แต่กลับเป็นโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติราชการเพื่อสร้างผลงานและเป็นการเยียวยาความเสียหายตามสิทธิของผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีแต่ละรายออกจากราชการไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่ากรณีมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีแต่ละรายหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2550 ที่ใช้ฟังในขณะเกิดข้อพิพาทมาตรา 250 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ปปช.มีอำนาจหน้าที่ ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปรวยผิดปกติกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมรวมทั้งดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการในระดับต่ำกว่าที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือกระทำความผิดในลักษณะที่ ปปช.เห็นสมควรดำเนินคดีด้วย เมื่อป.ป.ช.ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วมีมติว่าผู้กล่าวหาผู้ใดได้กระทำความผิดวินัยให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้นเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามตามฐานความผิดที่ป.ป.ช.ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีกในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้กล่าวหาให้ถือว่าให้ถือว่ารายงานและเอกสารและความเห็นของป.ป.ช.เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานของบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้นนั้นแล้วแต่กรณี
ประกอบกับข้อ 72 วรรค 3 แห่งระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. 2543 กำหนดว่าในกรณีที่ศาลเห็นว่ากฎหรือคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนั้นน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและการให้กฎหรือคำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังทั้งการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้นไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ
ศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองได้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งเห็นได้ว่าเงื่อนไขแห่งการที่ศาลปกครองจะมีอำนาจออกคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองได้มีอยู่3 ประการคือ ประการแรก กฎหรือคำสั่งทางปกครองเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายประการ 2.การให้กฎหรือคำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังและประการที่ 3.การทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้นไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่สี่ห้าหกมีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีแต่ละรายข้างต้นออกจากราชการตามคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติชี้มูลว่าผู้ฟ้องคดีแต่ละรายข้างต้นได้กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด
เห็นว่าโดยที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และพรป.ว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดข้อพิพาทบัญญัติให้อำนาจแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่2ในการไต่สวนกรณีที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำความผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ดังนั้นหากการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่2ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกร้องเรียนได้กระทำความผิดวินัยฐาน อื่นอันไม่ใช่ฐานทุจริตต่อหน้าที่ เช่นในคดีนี้ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชี้มูลว่าผู้ฟ้องคดีแต่ละรายกระทำความผิดวินัยร้ายแรงฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง กรณีดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา92แห่ง พรป.ด้วยการป้องกันและปราบปรามการจริต 2542 ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1,4-6 จะต้องถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่2เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยตามตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 แล้วพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่2มีมติโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้อีก ผู้ถูกฟ้องคดีที่4,5,6 จึงต้องดำเนินการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วออกคำสั่งลงโทษตามฐานความผิดที่ได้ดำเนินการสอบสวนใหม่ต่อไปดังนั้นการที่มีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีแต่ละรายออกจากราชการตามข้อพิพาทนี้โดยไม่ได้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยก่อนออกคำสั่ง
คำสั่งลงโทษดังกล่าวจึงน่าจะมีปัญหาความชอบด้วยกฏหมายซึ่งเข้าเงื่อนไขประการแรกว่าคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งเงื่อนไขประการต่อมาที่ว่าการให้คำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาในภายหลังเห็นว่านอกจากผู้ฟ้องคดีจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการไม่ได้รับเงินเดือนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆตามปกติทั่วไปแต่การถูกปลดออกจากราชการแล้วผู้ฟ้องคดีแต่ละรายย่อมขาดโอกาสและความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยเฉพาะกรณีที่มีการบรรจุและแต่งตั้งผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรนายอำเภอให้ดำรงตำแหน่งชำนาญการพิเศษข้ามรุ่นของผู้ฟ้องคดีแต่ละรายดังกล่าว ซึ่งมีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาและผู้ชี้มูลความผิดรวมถึงผู้ฟ้องคดีแต่ละรายไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้นโดยปริยายในการบรรจุแต่งตั้งดังกล่าวจะยึดโยงกับผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมหลักสูตรในอำเภอโดยจะทำการแต่งตั้งตามลำดับรุ่นในลำดับที่ของผู้ผ่านการคัดเลือกก็ตามแต่เนื่องจากผู้ฟ้องคดีแต่รายได้มีคำขอให้เพิกถอนประกาศฉบับดังกล่าวซึ่งศาลจะต้องพิจารณาต่อไปว่าการออกประกาศฉบับดังกล่าวโดยอ้างการชี้มูลความผิดและถูกลงโทษทางวินัยเป็นไปได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และในเบื้องต้นเต็มวินิจฉัยแล้วว่าการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีมีเหตุที่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งอาจมีผลทำให้ประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนในภายหลังนอกจากนี้หากต่อมาศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่าคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีแต่ละรายออกจากราชการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้ฟ้องคดีย่อมหมดโอกาสในการเลื่อนขั้นเงินเดือนตัวนี้พิเศษหรือตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้นหรือหากได้เกษียณอายุราชการไปแล้วผู้ฟ้องคดีดังกล่าวย่อมไม่อาจกลับเข้ารังเสร็จราชการได้ดังนั้นจึงเห็นว่าหากให้คำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีดังดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไปย่อมเป็นกรณีที่ยากจะเยียวยาแก้ไขความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีได้ในภายหลัง
ส่วนเงื่อนไขที่ว่าการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริหารสาธารณะหรือไม่ เห็นว่าเมื่อพิจารณาประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะระหว่างการให้ผู้ฟ้องคดีแต่ละรายได้ปฎิบัติหน้าที่ราชการในระหว่างการพิจารณาคดีย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่ราชการที่จะได้บุคลากรกลับมาปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นผลให้มีกำลังคนหรือบุคลากรเพิ่มขึ้นในการบริหารราชการแผ่นดินหรือการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐก่อให้เกิดความรวดเร็วต่อเนื่องมากยิ่งขึ้นซึ่งแม้จะทำให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่4-6 ต้องจัดหาตำแหน่งให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ละรายอยู่บ้างแต่ก็เป็นกรณีที่สามารถดำเนินการได้ภายใต้หลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ซึ่งไม่ถึงขนาดที่จะถือได้ว่าเป็นอุปสรรคแก่การบริหารราชการแต่อย่างใด จากเหตุผลข้างต้นกรณีจึงเห็นได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ 1-4 ,7-11,13-16, 21 ,22 ,24- 28, 32 -34, 39- 47, 49-51, 54 ,56-61,63,66,69,70,72,74,76-83,85-87ขอให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่ปลดผู้ฟ้องคดีแต่ไล่ออกจากราชการมาเป็นชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาจึงมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของผู้ฟ้องคดีที่4-6ไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

