หน้าแรก ในประเทศ สนข.รับฟังควา...

สนข.รับฟังความคิดเห็นรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงใหม่ มูลค่า6.1 หมื่นล้าน

26.05.16 | 20:02 น.

สนข.รับฟังความคิดเห็นรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงใหม่

วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 ที่โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ นายมงคล สุกใส รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษาโครงการ) โครงการศึกษาและออกแบบรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน ร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม จัดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 ขึ้นเพื่อนำเสนอผลสรุปการศึกษาโครงการ ผลการวิเคราะห์ความเหมาะสมทั้งด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ก่อนนำเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และกระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผ่านความเห็นชอบของ ครม. ต่อไป

นายสุชัย รอยวิรัตน์ ผู้จัดการโครงการศึกษาและออกแบบรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ผลสรุปเกี่ยวกับแนวทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด คือ แนวเส้นทางเลือกที่ 4 ซึ่งจากการสัมมนารับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 มีผู้สนับสนุน 86.53% เป็นการสร้างทางรถไฟขนาด 1 เมตร (Meter Gauge) ใหม่ 1 ทาง ขนานกับทางรถไฟเดิม แนวเส้นทางโครงการจะผ่าน 30 ตำบล 10 อำเภอ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ ลำพูน ลำปาง และเชียงใหม่ โดยช่วงสถานีรถไฟเด่นชัย-ห้างฉัตร จะใช้แนวเส้นทางเดิมเป็นหลัก แต่จะมีการปรับแนวเส้นทางใหม่บางส่วนช่วงสถานีรถไฟห้างฉัตร-ลำพูน โดยจะเป็นการก่อสร้างแนวรถไฟใหม่ทั้งหมด ส่วนชวงสถานีรถไฟลำพูน-เชียงใหม่ จะเป็นการสร้างทางคู่ขนานกับแนวเส้นทางรถไฟเดิม ระยะทางรวม 189 กิโลเมตร เป็นทางรถไฟระดับพื้น 103 กิโลเมตร, ทางยกระดับ (Viaduct) 44 กิโลเมตร และสะพานบก (Short Span Bridge) 25 กิโลเมตร

ส่วนสถานีหลักตามแนวเส้นทางมี 18 สถานี ได้แก่ ปากปาน, แก่งหลวง, ห้วยแม่ต้า, บ้านปิน, ผาคัน, ปางป๋วย, แม่จาง,แม่เมาะ, ศาลาผาลาด, แม่ทะ, หนองวัวเฒ่า, นครลำปาง, ห้างฉัตร, ศาลาแม่ทา, ลำพูน, ป่าเส้า, สารภี และเชียงใหม่ โดยมีศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) ที่อำเภอสารภี และศูนย์ขนส่งสินค้า (CY) 2 แห่ง คือ พื้นที่ต่อเนื่องกับศูนย์ซ่อมบำรุง และที่อำเภอห้างฉัตร รวมทั้งมีการแก้ไขจุดตัดทางรถไฟจำนวน 119 จุด ไม่รวมจุดตัดที่กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทดำเนินการ ซึ่งการออกแบบจะเป็นไปตามมาตรฐานของ American Railway Engineering and maintenance – of – Way Association (AREMA) และการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นหลัก

Advertisement

อย่างไรก็ตามผลจากการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ เบื้องต้นพบว่ามีมูลค่าการลงทุนประมาณ 61,068 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 60,312 ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 756 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) เท่ากับ 12.06% มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 291 ล้านบาท และอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio) เท่ากับ 1.01% มูลค่าผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจทางตรงทั้งหมด 4,298.39 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ซึ่งตามแผนคาดว่าจะเป็นในปี พ.ศ. 2565 จะมีผู้ใช้บริการประมาณ 3,963,535 คน-เที่ยว/ปี ขนส่งสินค้าจำนวน 0.91 ล้านตัน/ปี

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นหัวเมืองหลักที่สำคัญของภาคเหนือ เป็นศูนย์รวมด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว มีเส้นทางการคมนาคมขนส่งที่หนาแน่น ดังนั้นการก่อสร้างแนวเส้นทางรถไฟต้องตัดผ่านถนนโครงข่ายหลายเส้นทาง จึงออกแบบจุดตัดทางรถไฟให้เหมาะสมกับการคมนาคมที่มีอยู่เดิม โดยให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด เช่น จุดตัดบริเวณตำบลยางเนิ้ง อำเภอสารภี ออกแบบแก้ปัญหาเป็น U-Turn Box Culvert ชุมชนสามารถข้ามทางรถไฟนี้ได้ ส่วนการจ่ายค่าชดเชยการเวนคืนที่ดิน ยึดหลักตาม พรบ.การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และคู่มือการกำหนดเงินค่าทดแทนฯ ของกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2556

นายสุชัย กล่าวว่า หากการพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ แล้วเสร็จตามแผนที่ สนข.ศึกษาไว้ จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริการขนส่งทางราง ให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ลดต้นทุนการขนส่งสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เกิดการจ้างงาน และการกระจายรายได้ในท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะสร้างความสุขให้ประชาชน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นการพัฒนาที่ดินและย่านพาณิชยกรรมในบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟ ที่สำคัญจะมีการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบรางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวในภาคเหนือ และส่งผลให้จังหวัดเชียงใหม่ก้าวสู่การเป็นผู้นำและศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศแถบอาเซียนในอนาคต