จากกรณีที่มีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา เรื่องพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับที่ 12 พ.ศ.2562 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ในมาตรา 31/1 โดยผู้ขับขี่สามารถแสดงใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตขับขี่ตามที่กรมการขนส่งกำหนด สามารถใช้แทนใบขับขี่ตัวจริงได้ จนในโลกโซเชียลมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสามารถนำภาพถ่ายใบขับขี่ตัวจริงจากกล้องมือถือ และสำเนาที่ถ่ายเอกสารใช้แทนใบขับขี่ตัวจริงได้
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามกฎหมายที่มีการแก้ไขนั้นทำให้แนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรง่ายขึ้น โดยผู้ขับขี่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจ จะสามารถใช้ใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในแอพพลิเคชั่นของกรมการขนส่งทางบกแทนใบขับขี่ตัวจริงได้ แต่ไม่สามารถใช้ภาพถ่ายใบขับขี่จากโทรศัพท์มือถือหรือภาพถ่ายที่ทำสำเนาถ่ายเอกสารทำขึ้นมาเองได้ เนื่องจากเป็นเอกสารที่ไม่ได้ออกให้โดยกรมการขนส่งทางบก หรือมีการรับรองข้อมูลถูกต้อง ฉะนั้น หากผู้ขับขี่ลืมนำใบขับขี่มา สามารถใช้แอพพลิเคชั่นใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ของกรมการขนส่งทางบกแทนได้ ซึ่งก่อนหน้านี้กฎหมายยังไม่อนุญาตให้สามารถใช้ใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์แทนได้ แต่เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีการประกาศใช้แล้วใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์จึงมีผลตามกฎหมาย
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการยึดใบขับขี่ เพื่อนำไปเปรียบเทียบปรับได้อย่างไร หากเป็นใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์นั้น จากกฎหมายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับใหม่ ระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่จำเป็นต้องยึดใบขับขี่ ซึ่งทำให้ระบบใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ของกรมการขนส่งทางบกสามารถเปรียบเทียบปรับได้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบความถูกต้องของใบขับขี่ จากนั้นจะบันทึกเลข 13 หลัก พร้อมชื่อนามสกุล ทะเบียนรถ และการกระทำความผิดลงในใบสั่งให้กับผู้ขับขี่พร้อมใบขับขี่ ส่วนต้นขั้วใบสั่งจะนำกลับไปที่สถานีตำรวจหรือหน่วยงานจราจรนั้นๆ แล้วลงบันทึกตัดแต้ม เมื่อผู้ขับขี่มาเสียค่าปรับก็จะแจ้งให้ทราบว่าถูกตัดแต้มไปกี่คะแนน เหลือกี่คะแนน และหากคะแนนหมดแล้วจะมีการส่งจดหมายไปยังที่อยู่ตามทะเบียนบ้านแจ้งให้ทราบว่า แต้มในใบขับขี่ถูกตัดหมดแล้ว และถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 90 วัน ซึ่งจากการอบรมซักซ้อมตำรวจจราจรเกี่ยวกับระบบตาม พ.ร.บ.จราจรฉบับใหม่ เชื่อว่าตำรวจจราจรในพื้นที่จะเข้าใจและปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันไม่น่าจะเกิดปัญหาความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกัน
ทั้งนี้ ในอนาคตเพื่อความสะดวกของประชาชนจะมีการนำระบบออกใบสั่งผ่านระบบ mobile เครื่องพรินต์บลูทูธ คือใช้โทรศัพท์มือถือในการออกใบสั่งและใช้เครื่องพรินต์ใบสั่งที่อยู่ติดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ได้ทันที โดยไม่ต้องใช้ปากกาหรือเขียนใบสั่ง ซึ่งอาจเกิดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล ระบบดังกล่าวยังช่วยให้การตรวจสอบใบขับขี่ทั้งแบบของจริงหรืออิเล็กทรอนิกส์แม่นยำมากยิ่งขึ้นและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

