วันก่อน สมบัติ บุญงามอนงค์ ทวิตเตอร์ @nuling ข้อความว่า “เดี๋ยวก็รู้ว่า มีดโกนหรือยาขัดรองเท้า”
ไม่รู้ตั้งใจจะสื่อสารอะไรจึงได้แต่ตีความเอาเองว่า “มีดโกน” ต้องมีคมถึงจะใช้ขูดขจัดหนวด หรือขน หรือเสี้ยนขนเสี้ยนหนวดได้ ส่วน “ยาขัดรองเท้า” นั้น ต้องมัน ลื่น จึงใช้ขัดผิวรองเท้าให้ดูเงา วาววับ น่ามอง
กลับไปที่เรื่องบ้านเมืองยามนี้จะดีกว่า
พรรคพลังประชารัฐที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป มี “เป้า” ตั้งแต่แรกที่จะดึง “ประชาธิปัตย์” ที่มี ส.ส.อยู่ 52 เสียง กับ “ภูมิใจไทย” ที่มี ส.ส.อยู่ 51 เสียง เข้าร่วมรัฐบาล
“ประชาธิปัตย์” เพิ่งผ่านความบอบช้ำหนักที่สุดในรอบเกือบ 30 ปีมานี้
จำนวนที่นั่ง ส.ส.ลดลงจากการเลือกตั้งปี 2554 ถึง 107 ที่นั่ง
จาก 159 คงเหลือ 52 คน
กลายเป็น พรรคขนาดกลาง ระนาบเดียวกับ “ภูมิใจไทย”
ที่พลิกความคาดหมายของทุกคนทุกฝ่ายและทุกสำนักโพลคือ พรรคอนาคตใหม่ ที่มี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรคกับ ปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นเลขาธิการพรรค นักการเมืองเลือดใหม่ที่ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3
ในการเลือกตั้งที่เพิ่งจะผ่านไป “ประชาธิปัตย์” ถูก “พลังประชารัฐ” ไล่ทุบทุกพื้นที่ ทั้งยังถูกตีแตกกระเจิงที่จังหวัดสำคัญในภาคใต้
“พลังประชารัฐ” เริงร่ากับความสำเร็จขณะที่ “ประชาธิปัตย์” ขมขื่น
วันนี้ “พลังประชารัฐ” ซึ่งเกิดจาก “ครรภ์ คสช.” เป็นฝ่ายกำหนดเกม และเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาล ส่วน “ประชาธิปัตย์” เป็นได้แค่ผู้ขอ และต่อรอง
“ประชาธิปัตย์” อาจมีท่วงท่า แต่วัดจากการเลือกตั้งแล้ว “คนละเบอร์” กับพลังประชารัฐ
พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 2 พรรคอนาคตใหม่ อันดับ 3 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 และพรรคภูมิใจไทย อันดับ 5
เมื่อฝ่าย “เพื่อไทย” จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ “พลังประชารัฐ” ก็เป็นแกนนำเชื้อเชิญให้ “ประชาธิปัตย์” เข้าร่วม
“ประชาธิปัตย์” ทำได้แค่ขอโน่นขอนี่เพื่อมีเก้าอี้ “รัฐมนตรี”
ไม่ควรจะแปลกใจที่คนกันเองจะผสมกลมกลืนกัน
เพียงแต่ ถ้ามองให้ไกลออกไปถึงพัฒนาการทางการเมืองในวันหน้า
ประเทศไทยน่าจะเหลือพรรคการเมืองใหญ่ที่สู้กันเชิงอุดมการณ์แค่ 3 พรรค
เพื่อไทย-อนาคตใหม่-พลังประชารัฐ !?!!

