เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีและโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า สิวเป็นปัญหาสุขภาพชีวิตที่สำคัญของคนทุกวัยโดยเฉพาะวัยรุ่น และอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตมากกว่าสุขภาพกาย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นสิว ควรล้างหน้าให้สะอาด ไม่บีบไม่แกะสิว พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการใช้ยา สารเคมี หรือเครื่องสำอางซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดสิว และที่สำคัญต้องระวังอันตรายจากการซื้อยากินเพื่อรักษาสิวเอง อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงกับระบบต่างๆ ของร่างกายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังก่อนทุกครั้ง

ด้าน พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น จะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและผลิตไขมันออกมามาก การสร้างเคราตินที่ผิดปกติบริเวณรูขุมขน ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน โดยมีแบคทีเรียเป็นตัวกระตุ้นให้สิวอักเสบ นอกจากนี้ ยังมีความเครียด การนวด ขัด ถูใบหน้าแรงๆ การใช้ยาทาบางอย่าง เช่น สเตียรอยด์ เครื่องสำอาง สารเคมีบางอย่างอาจกระตุ้นให้เกิดสิวได้
พญ.มิ่งขวัญกล่าวว่า ผู้ที่เป็นสิวอุดตัน การรักษาโดยใช้ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ จะทำให้สิวหลุดออกได้ง่ายขึ้น ทำร่วมกับการกดสิว แต่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองถ้าใช้ไม่ถูกต้อง ส่วนการรักษาด้วยยากินในกลุ่มไอโซเตรติโนอิน ซึ่งเป็นกรดวิตามินเอขนาดสูงใช้ในการรักษาสิวที่เป็นมากและรุนแรง ปัจจุบันมีความเข้าใจผิดว่า ยาทำให้สิวหายขาด หน้าใส จึงมีการใช้ยาพร่ำเพรื่อ เพราะหาซื้อได้ง่ายทั้งที่เป็นยาควบคุมจ่ายได้เฉพาะแพทย์เท่านั้น ทำให้พบผู้ป่วยที่มีผลข้างเคียงจากการซื้อยากินเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาดังกล่าวก่อให้เกิดผลข้างเคียงในหลายระบบ ได้แก่ การทำงานของตับผิดปกติ ไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดสูง ปวดศีรษะรุนแรงจากความดันในสมองสูง ปวดกระดูก กล้ามเนื้อและข้อ สำไส้ใหญ่อักเสบจากการขาดเลือด ปากแห้ง ผิวแห้ง ตาแห้ง ผมร่วงบาง เล็บเปราะ เล็บอักเสบ หากตั้งครรภ์มีผลทำให้ทารกพิการ ดังนั้น การใช้ยาในกลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยไม่ควรซื้อยามากินเอง

