สภาพอากาศที่ร้อนจัด จากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทะลุ 40 องศาเกือบทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมการใช้พลังงาน และการขยายตัวในเขตเมืองและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 2-3 เท่าตามจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) ให้ความสำคัญต่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งระบุชัดเจนว่า จะมีการปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมไปสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างริเริ่มและดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปัจจุบันการจัดทำข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ สามารถคาดการณ์ปริมาณการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในอนาคตได้ ซึ่งหนึ่งในโครงการในการลดก๊าซเรือนกระจกของกรมป่าไม้ เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองสังคมคาร์บอนต่ำตามนโยบายของประเทศ และผลักดันให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกกระจายทั่วประเทศนั้น คือ การส่งเสริมการปลูกและดูแล
ป่าไม้โดยชุมชน
นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ให้ข้อมูลว่า กรมป่าไม้มีแนวทางที่จะส่งเสริมให้ชุมชน ร่วมกันรักษ์ป่า ดูแลป่าชุมชน และผลที่กลับมาคือ ป่าจะเป็นฝ่ายรักษาและดูแลเกื้อกูลชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงต้องการให้ประชาชนมีการดูแลพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ ซึ่งผู้ที่จะดูแลป่าและเห็นคุณค่าของป่าได้ดีที่สุดคือ ประชาชน
“แนวคิดที่ดำเนินการเพื่อลดก๊าชเรือนกระจก คือ การส่งเสริมและให้ความรู้ประชาชนกว่า 12,000 หมู่บ้าน ใกล้พื้นที่ป่า ร่วมกันดูแลป่าชุมชน โดยทำความเข้าใจและให้ความรู้มาตั้งแต่ปี 2538 ว่า ต้นไม้เพียง 1 ต้น มีอัตราของการเก็บกักและดูดซับก๊าชเรือนกระจกได้จำนวนมหาศาล” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว
ป่าชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นจะต้องทำให้ประชาชนมีรายได้ รวมทั้งสามารถเพิ่มรายได้จากป่าได้ด้วย เสมือนชาวบ้านมีซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ในหมู่บ้าน สามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้อย่างเต็มที่ เก็บกินและมีรายได้จากป่าอย่างยั่งยืน เมื่อมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าก็สามารถอาศัยและใช้ประโยชน์จากป่าได้ด้วยเช่นกัน โดยหลักคิดหลักซึ่งน้อมนำแนวพระราชดำริวิถีเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า คนอยู่ได้ สัตว์อยู่ได้ กิจกรรมต่างๆ ที่จะนำรายได้มาสู่ประชาชนใกล้ป่าและเป็นผู้ดูแลป่า เช่น โฮมสเตย์ ท่องเที่ยว และอื่นๆ จะตามมาอย่างต่อเนื่อง ชุมชนที่มีการจัดการป่าชุมชนยังสามารถเข้าไปเก็บหาผลผลิตจากป่า ทั้งอาหารและสมุนไพรเพื่อการยังชีพ และเป็นการเพิ่มรายได้ ซึ่งนอกเหนือจากรายได้จากภาคเกษตร และในภาวะสถานการณ์ภัยแล้ง ป่าชุมชนถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างความเข้มแข็งสถาบันชุมชน เสริมสร้างศักยภาพ และทุนทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
แม้ว่าประเทศไทยจะมีแผนแม่บทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปี 2555-2593 ซึ่งมีการกำหนดยุทธศาสตร์ ตั้งรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมสังคมคาร์บอนต่ำโดยวิถีเศรษฐกิจพอเพียงก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ขณะที่ป่าชุมชนได้รับการยอมรับว่ามีความสำคัญและมีส่วนในการตั้งรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การลดความเสี่ยงของชุมชนอันเกิดจากภัยพิบัติ และช่วยลดก๊าชเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน
กรมป่าไม้จัดตั้งป่าชุมชนตามแนวทางการจัดทำโครงการป่าชุมชน ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน จำนวน 9,778 หมู่บ้าน 4.5 ล้านไร่ (ข้อมูลเมื่อ 15 พฤษภาคม 2559) มีเป้าหมายในภาพรวมจำนวน 21,850 หมู่บ้าน รวม 10 ล้านไร่ ในหมู่บ้านเป้าหมายที่ตั้งอยู่รอบๆ ป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ปี พ.ศ.2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการบริหารจัดการป่า เพื่อให้ป่าเกิดความยั่งยืน ประชาชนได้รับผลประโยชน์
เป็นความหวังว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีอากาศที่ดีกว่านี้

