“ศิริราช” แถลงสำเร็จครั้งแรกของไทย “ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์” รักษาผิวกระจก

4.06.19 | 16:39 น.

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่โรงพยาบาล (รพ.) ศิริราช ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ รศ.พญ.งามแข เรืองวรเวทย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา รศ.พญ.ภิญนิตา ตันธุวนิตย์ หัวหน้าสาขากระจกตา ภาควิชาจักษุวิทยา และหัวหน้าทีมปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาศิริราชทางคลินิก รศ.ปัทมา เอกโพธิ์ ฝ่ายวิจัยและหัวหน้าทีมปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาศิริราชทางห้องปฏิบัติการ พร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้เกี่ยวข้อง และผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ แถลง “ศิริราชประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาผิวกระจกตาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย”

 

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ตลอด 12 ปี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้พัฒนาวิธีการรักษาด้านจักษุวิทยามาจนประสบความสำเร็จ จากงานวิจัยสู่การรักษา ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศ รวมทั้งยกระดับงานวิจัยสู่ระดับนานาชาติ โดยตั้งแต่ปี 2550 ทีมจักษุแพทย์ศิริราช ได้ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัส หรือ ซีเลต (CLET: Cultivated limbal epithelial transplantation) ต่อมาปี 2551 พัฒนาการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเยื่อบุปาก หรือโคเมต (COMET: Cultivated oral mucosal epithelial transplantation) จากนั้น ปี 2557 เริ่มใช้วิธีปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสโดยไม่อาศัยการเพาะเลี้ยง หรือสเลต (SLET: Simple limbal epithelial transplantation) จากการติดตามผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน ถือว่าประสบสำเร็จเป็นครั้งแรกและเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษา ซึ่งการพิจารณาเลือกการรักษาวิธีใดจาก 3 วิธีนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นการคืนความสุขในผู้ป่วย

Advertisement

รศ.พญ.งามแข กล่าวว่า โดยปกติกระจกตาของคนเรามีความใสและผิวเรียบ ทำให้สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจน การที่กระจกตาสามารถคงความใสอยู่ได้ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ สเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา ซึ่งทำหน้าที่เสมือนโรงงานคอยสร้างเซลล์ผิวกระจกตาขึ้นทดแทนเซลล์เก่าที่ตายตลอดเวลา ทำให้ผิวกระจกตาคงความใสและไม่เป็นแผล ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเขื่อนป้องกันไม่ให้เส้นเลือดจากเยื่อตารุกเข้ามาในกระจกตาได้ โดยสเต็มเซลล์อยู่ที่ตำแหน่งรอยต่อของกระจกตาและเยื่อตาที่เรียกว่า “ลิมบัส”

รศ.พญ.งามแข กล่าวว่า ภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องพบได้ในหลายโรค เช่น ตาที่ได้รับอันตรายรุนแรงจากสารเคมีเข้าตา กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน การอักเสบหรือการติดเชื้อที่กระจกตา โรคสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องตั้งแต่กำเนิด โรคเนื้องอก หรือ ต้อเนื้อขั้นรุนแรง ตาที่ได้รับการผ่าตัดหลายๆ ครั้ง เป็นต้น เมื่อสเต็มเซลล์บกพร่องทำให้มีเส้นเลือดรุกเข้ามาในกระจกตา กระจกตาขุ่น เกิดแผลถลอกที่ผิวกระจกตา กระจกตาติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยมีสายตามัวลง

“ภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องเป็นภาวะที่รักษายาก ในผู้ป่วยที่มีภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องนั้น เสมือนไม่มีโรงงานที่คอยสร้างเซลล์ และไม่มีเขื่อนที่คอยป้องกันเส้นเลือด ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาตามวิธีมาตรฐาน ไม่สามารถรักษาภาวะสเต็มเซลล์บกพร่องได้ และเส้นเลือดยังสามารถรุกเข้ามาในกระจกตาจนบดบังการมองเห็น ดังนั้นในผู้ป่วยที่สเต็มเซลล์บกพร่องมาก การรักษาจึงจำเป็นต้องทำการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา” รศ.พญ.งามแข กล่าว

ด้าน รศ.พญ.ภิญนิตา กล่าวว่า การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ 1 จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งได้มาจากเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัสหรือเยื่อบุปาก กลุ่มที่ 2 นำเนื้อเยื่อจากลิมบัสมาปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยโดยตรง โดยไม่ต้องเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้ ได้รักษาผู้ป่วยภาวะสเต็มเซลล์เยื่อบุผิวกระจกตาบกพร่องด้วยวิธีการทั้ง 3 วิธี และได้พัฒนาเทคนิคเฉพาะให้เหมาะสมกับผู้ป่วยคนไทยด้วยวิธี สเลต (SLET) หรือเรียกว่า “ศิริราชเทคนิค” หากมีผู้ป่วยที่มีภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง จะเลือกใช้วิธีสเลต โดยใช้เซลล์ของผู้ป่วยเองหรือของญาติสายตรงมาปลูกถ่ายเป็นวิธีแรก แต่หากสภาวะของผู้ป่วยไม่เหมาะสมกับวิธีดังกล่าว จะพิจารณาปลูกถ่ายด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแทน

“ปัจจุบันการรักษาภาวะสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาบกพร่อง ทั้ง 3 วิธีของ รพ.ศิริราช มีผู้ป่วยที่เข้าโครงการผ่าตัดไปทั้งสิ้น 86 ตา ใน 75 ราย แบ่งเป็นจากวิธีซีเลต 24 ตา วิธีโคเมต 27 ตา ซึ่งประสบผลสำเร็จประมาณร้อยละ 70 ขณะที่วิธี สเลต ผ่าตัดแล้ว 35 ตา ประสบผลสำเร็จถึงร้อยละ 83” รศ.พญ.ภิญนิตา กล่าวและว่า ขณะนี้การรักษาดังกล่าวยังเป็นเพียงโครงการวิจัย ซึ่งมีข้อดีคือผู้ผู้ที่เข้าโครงการจะได้รับการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย จึงแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะดังกล่าวติดต่อเพื่อพิจารณาเข้าโครงการ ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น นอกจากนี้ ศิริราชยังได้ขยายการวิจัยร่วมกับภาควิชาจักษุวิทยาของ รพ.รามาธิบดี และ รพ.ธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคคลากรทางการแพทย์ผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย โดยวางแผนจะจัดถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่จักษุแพทย์ทั่วประเทศในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ป่วยแต่ละรายต้องใช้เวลาพักฟื้นนานแค่ไหน รศ.พญ.ภิญนิตา กล่าวว่า ในการผ่าตัดนั้นใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง หลังจากนั้นผู้ป่วยต้องนอนดูอาการที่โรงพยาบาลอีก 2-3 สัปดาห์ ถ้าไม่มีปัญหาแพทย์จะอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านอีกประมาณ 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าวิธีการนี้ถ้าผู้ป่วยสามารถใช้สเต็มเซลล์ของตัวเอง หรือได้รับจากญาติสายตรงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาสูง

เมื่อถามต่อว่า กรณีผู้ที่บริจาคสเต็มเซลล์จะมีความเสี่ยงหรือผลกระทบใดๆหรือไม่ รศ.พญ.ภิญนิตา กล่าวว่า จากการติดตามผู้บริจาคสเต็มเซลล์ที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีปัญหาใดๆ เพราะการตัดเนื้อเยื่อจะใช้เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น หลังจากนั้นเซลล์เนื้อเยื่อจะเจริญเติบโตมาทดแทน อย่างไรก็ตามเพื่อความแน่ใจแพทย์จะติดตามอาการหลังบริจาคด้วย

ด้านนายประกอบ ขจรฤทธิ์ ผู้ป่วยที่เข้าโครงการรักษาด้วยวิธีสเลต เปิดเผยว่า เมื่อ 20 ปีก่อน ป่วยเป็นโรคกลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน เคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านจักษุหลายแห่ง ต้องเข้ารับการผ่าตัดตาทั้งสองข้างไม่ประมาณ 3 ครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้น กระทั่งได้มีโอกาสเข้าโครงการนี้ และเข้ารับการรักษาด้วยวิธีสเลต

“วันนี้ผมเหมือนได้ชีวิตใหม่ กลับมามองเห็นได้ แม้จะไม่ชัดเจนแต่ก็ดีกว่าเก่ามาก และขณะนี้แพทย์ยังติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง” นายประกอบ กล่าว