“สผ.-ยูเอ็นดีพี”จับมือสำรวจฟื้นฟูป่าพรุ ชี้เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนต้านโลกร้อน

5.06.19 | 17:45 น.

“สผ.-ยูเอ็นดีพี”จับมือสำรวจฟื้นฟูป่าพรุ ชี้เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนต้านโลกร้อน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นางรวีรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า สผ. ร่วมกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ดำเนินโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ทั้งนี้ ในภาวะที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ป่าพรุเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญของโลก ช่วยปรับปรุงสภาพอากาศของท้องถิ่น รักษาความสมบูรณ์ของดินและน้ำ ป่าพรุยังทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดเพื่อควบคุมไฟป่า นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เป็นแนวกันชนจากภัยธรรมชาติ ป้องกันน้ำเค็มรุกเข้าแผ่นดิน ป้องกันการกัดเซาะของชายฝั่ง ดักตะกอนและแร่ธาตุ เป็นแหล่งอาหารและแหล่งทำกิน สร้างอาชีพให้กับชุมชนรอบผืนป่า

เลขาธิการ สผ.กล่าวว่า ป่าพรุมีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าป่าเขตร้อนทั่วไป สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง 5,800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เปอร์เฮกตาร์ ส่วนพื้นที่ป่าเขตร้อนทั่วไปกักเก็บคาร์บอนได้เพียง 300 – 800 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เปอร์เฮกตาร์ ดังนั้นการทำลายพื้นที่ป่าพรุที่มีศักยภาพดูดซับคาร์บอนจะส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยไปสู่ชั้นบรรยากาศเทียบเท่าการปล่อยควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้ป่าพรุเสื่อมโทรม คือ ขาดการดูแลพื้นที่ป่าพรุดั้งเดิมและพรุที่กำลังฟื้นตัว ขาดเทคโนโลยีในการจัดการระดับน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่ป่าพรุรวมทั้งการป้องกันไฟป่า และขาดการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าของป่าพรุในการกักเก็บคาร์บอน รวมทั้งยังไม่มีนโยบายหรือแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับป่าพรุโดยเฉพาะ

Advertisement

เลขาธิการ สผ. กล่าวด้วยว่า องค์การสหประชาชาติได้ พบว่า 9 ใน 10 ของประชากรโลกหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไป ทำให้แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 7 ล้านคน ในจำนวนนี้ประมาณ 4 ล้านคนอยู่ในแถบเอเชีย-แปซิฟิก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับโลกถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าพรุให้สมดุลและป้องกันไม่ให้พื้นที่ป่าพรุที่เหลืออยู่ถูกทำลายลงโดยเฉพาะจากไฟป่า จะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตหมอกควัน อีกทั้งป่าพรุยังจะเป็นแหล่งสำคัญในดูดซับอากาศพิษและฟอกอากาศบริสุทธิ์ให้กับผู้คนโดยรอบพื้นที่อีกด้วย

เรโนด์ เมเยอร์

ด้านนายเรโนด์ เมเยอร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) กล่าวว่า ป่าพรุควนเคร็งเป็นป่าพรุที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่พื้นที่ร้อยละ 65 ของป่ากำลังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องจากการเพาะปลูกน้ำมันปาล์ม ด้วยการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก และ UNDP ได้ร่วมกับรัฐบาลไทยและภาคประชาสังคมใช้เทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรม และแนวทางใหม่ในการจัดการป่าพรุเพื่อให้มั่นใจว่าระบบนิเวศน์ของป่าพรุจะช่วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และช่วยทำให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสำเร็จได้ตลอดจนช่วยรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมมนุษย์อย่างยั่งยืน