ในการเข้าโรงพยาบาลในแต่ละครั้งแต่ละปีมีแต่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และมีร้องเรียนมาต่อเนื่องร่วมสิบๆ ปี แต่ที่ผ่านมา เมื่อใครมานั่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ก็ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นรับปากว่าจะแก้ไข!!! แต่ไม่นานเรื่องก็เงียบหายไป
จนเมื่อก่อนช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ปัญหา ถูกโขกค่ายาค่าหาหมอแพงลิ่ว กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง และครั้งนี้ถูก คำสั่ง ให้ต้องเอาจริงเอาจังแล้ว ดังนั้น ขบวนการทุกอย่างจึงต่อเนื่องและเกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้นำเสนอให้คณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาเห็นชอบให้นำยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล เข้าอยู่ในบัญชีควบคุม และในเวลาต่อมาได้ออกประกาศ กกร.ฉบับที่ 52 พ.ศ.2562 เรื่องการแจ้งราคา การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป
ในระยะแรกเป็นการกำชับดูแลยาจำเป็น ในภาวะฉุกเฉิน จำนวน 3,892 รายการ รวมถึงยาที่โรงพยาบาลขายดีที่สุดอีก 100 รายการ รวม 3,992 รายการ จากยาที่ใช้ในระบบกว่า 32,000 รายการ พร้อมกับดูแลราคาเวชภัณฑ์อีก 868 รายการ และค่าบริการอีก 5,286 รายการ ซึ่งในส่วนนี้หลังออกประกาศให้เวลาผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชน 353 แห่ง นำส่งรายละเอียดต้นทุน ราคาซื้อราคาขาย ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายที่ต้องเรียกเก็บจากผู้ป่วย ภายใน 45 วันหลังออกประกาศ ซึ่งก็ตรงกับวันที่ 12 กรกฎาคม
จากนั้นกรมการค้าภายใน ก็จะนำไปเปรียบเทียบกับฐานต้นทุนยาและค่าบริการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมบัญชีกลางที่ควบคุมดูแลเรื่องราคายาและค่ารักษาพยาบาลตามโรงพยาบาลของรัฐบาล กรมการประกันภัย และนักทางวิชาการต่างๆ ก่อนจัดทำฐานข้อมูลเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลตั้งต้นและใช้เปรียบเทียบกับราคายาหรือค่าบริการในอนาคต อีกทั้งจากนี้ไม่ว่าโรงพยาบาลจะปรับเปลี่ยนราคายาหรือค่าบริการ ก็ต้องแจ้งล่วงหน้าให้กรมก่อน 15 วัน
ส่วนราคายาและค่าบริการนำร่องที่กรมการค้าภายในกำหนดจะเป็นเท่าไหร่ ไม่เกิน 27 กรกฎาคม ผู้ป่วยทั้งที่เข้ารับการรักษาเป็นคนไข้ในและคนไข้นอกสามารถร้องขอให้ทุกโรงพยาบาลประเมินค่าใช้จ่ายก่อน กรณีเป็นคนไข้นอกทางโรงพยาบาลต้องออกใบสั่งยาที่ระบุชื่อยา สรรพคุณ ราคาต่อหน่วย (เม็ด/ขวด) อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกได้ว่าจะนำใบสั่งยาไปซื้อภายนอกโรงพยาบาลได้ด้วย ส่วนนี้หากฝ่าฝืนก็มีโทษแตกต่างกันไป เช่น ไม่ประกาศราคายาหรือบริการให้ชัดเจน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท
ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะแจ้ง หรือไม่ยอมออกใบสั่งยาให้ผู้ป่วยเพื่อเปิดทางให้ผู้ป่วยเลือกว่าจะซื้อหรือรับยาจากโรงพยาบาลหรือจะนำไปสั่งยานี้ไปซื้อยาจากร้านขายยาอื่นๆ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกรณีมีการร้องเรียนและพิสูจน์ได้แล้วว่าโขกราคาแพงเกินจริง ก็จะมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มีคำถามว่า ทำไมต้องดูแลกำชับแค่โรงพยาบาลเอกชน กรมการค้าภายในชี้แจงว่า โรงพยาบาลรัฐมีหลักเกณฑ์เงื่อนไขของกรมบัญชีกลางกำกับดูแลอยู่แล้วที่ต้องดูแลค่าใช้จ่ายของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนยังไม่มีหน่วยงานใดดูแล ต่างแข่งขันกันบริหารจัดการและให้บริการบางแห่งการเข้ารักษาห้องพักหรูหราเทียบเท่ากับการเข้านอนในโรงแรมระดับ 5-6 ดาว จึงทำให้ค่าโสหุ้ยของโรงพยาบาลบางแห่งสูงลิบลิ่ว และผลักภาระให้ผู้เข้าใช้บริการต้องจ่ายเพิ่มในส่วนนี้
จากข้อมูลต้นทุนและราคายาที่ 353 โรงพยาบาลเอกชนนำส่งกรมการค้าภายใน จึงพบว่า 30% ตั้งราคาสูงมากตั้งแต่ 300-16,000% ซึ่งส่วนนี้มีจำนวนถึง 70-80 แห่ง ขณะที่สัดส่วน 30% หรือประมาณ 70 แห่ง ตั้งราคายาค่าบริการใกล้เคียงค่าเฉลี่ย อีกสัดส่วน 40% ตั้งราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยในระดับปานกลาง ที่ต้องติดตามต่อไปคือ 70 กว่ารายที่เน้นรักษาพร้อมความสะดวกสบายระดับพักโรงแรมนั้น จะยอมถอยค่าบริการต่างๆ หรือไม่ หรือถอยได้แค่ไหน
วิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า กรมจะไม่มีการกำหนดเพดานราคาสูงสุด เพราะแต่ละโรงพยาบาลต่างมีปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน เหมือนอย่างโรงแรมก็มีความหรูหาและบริการระดับ 5 ดาว ระดับ 4 ดาว ระดับ 3 ดาว แต่ที่จะชัดเจนคือราคายา แม้ต้นทุนซื้อและจำนวนไม่เท่ากัน แต่สรรพคุณที่เหมือนกันและใช้รักษาในโรคเดียวกัน ราคาไม่น่าจะแตกต่างกันมาก
ที่น่าตกใจคือหลายโรงพยาบาลคิดราคายาบวกกับค่าบริการและค่าใช้จ่ายต่างๆ ไว้ด้วย ทำกำไรห่างกัน 300% ถึง 8,000% ยิ่งน่าตกใจบางแห่งราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยต้นทุนถึง 16,000% ซึ่งอยู่ในบัญชี 150 ชนิดที่เป็นยาฉุกเฉินและโรคร้ายแรง จากที่ร้องมาต้องจ่ายยารักษามะเร็ง 1 โดส ต้นทุน 2 แสน ต้องจ่าย 8 แสนบาท และเรื่องนี้กรมเดินหน้าขอให้ผู้ป่วยเบาใจ หากพบว่าไม่เป็นธรรม ถูกเอาเปรียบ กรมจะร่วมฟ้องด้วย ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยสู้ตามลำพัง
และเมื่อถามถึงแนวคิดจัดทำโรงพยาบาลธงฟ้า หรือการคัดเลือกโรงพยาบาลที่มีการบริหารจัดการและไม่ค้ากำไรเกินควร ขึ้นเป็นโรงพยาบาลตัวอย่าง โดยแนวคิดหวังว่าจะเป็นอีกมาตรการในการกำชับดูแล โดยนำ มาตรการทางสังคม มาเป็นตัวควบคุม เหมือนกับการใช้วิธีการเดียวกันนี้กับประเด็นอาหารจานด่วนแพง จนต้องออกร้านอาหารธงฟ้าในเวลาต่อมา ซึ่งตอนนี้กรมการค้าภายในก็ยังใช้คำว่า ชั่งใจ รอรัฐมนตรีใหม่รัฐบาลใหม่ ชี้ขาดว่าเดินหน้าหรือแค่แนวคิดบนกระดาษ
ทางด้านโรงพยาบาลเอกชนนั้น หลังจากกรมการค้าภายในมีแนวคิดให้โรงพยาบาลเอกชนสมัครใจเข้าโครงการ โรงพยาบาลธงฟ้า ส่วนใหญ่ยังมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ โดยจะขอศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ
ด้าน นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น กล่าวว่า ไม่ขัดข้องหากเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่เบื้องต้นจะขอศึกษาข้อมูลที่ชัดเจนก่อนพิจารณาตัดสินใจ ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะให้ประเทศไทยเป็นเมดิคัล ฮับ ในภูมิภาค แต่จากแนวทางดังกล่าวเห็นว่าอาจจะสวนทางกับนโยบาย เพราะโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ หรือหากบางแห่งจะได้บ้างก็น้อยมาก
“ในการลงทุนของโรงพยาบาลเอกชนต้องใช้ทุนของเอกชนทั้งหมด ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลขนาด 100 เตียง ลงทุนอาคารสถานที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ยังมีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เครื่องมือแพทย์ ศักยภาพของโรงพยาบาลแต่ละแห่งก็ไม่เท่ากัน หากเป็นโรงพยาบาลที่ทันสมัยมาก เครื่องมือพร้อมก็ลงทุนสูง” นพ.ปิยะกล่าว และว่าดังนั้น เรื่องนี้เห็นว่ากรมการค้าภายในยังไม่ควรเร่งรีบ ควรรอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแถลงนโยบายที่ชัดเจนและตัดสินใจ
นอกจากนี้ นพ.ปิยะ กล่าวว่า ปัจจุบันก็มีโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งที่เปิดโซนให้บริการแบบโรงพยาบาลเอกชน ในความเป็นจริงนั้น ถ้าเปรียบเทียบกันระหว่างไปใช้โรงพยาบาลของรัฐแบบเดิมกับโรงพยาบาลของรัฐที่เปิดบริการแบบเอกชน รักษาโรคหรืออาการเดียวกันค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันอยู่แล้ว ดังนั้น ผู้ใช้บริการก็จะต้องประเมินศักยภาพตนเองเช่นกัน เพราะถือเป็นทางเลือก และโรงพยาบาลเอกชนก็ถือเป็นทางเลือกเช่นกัน แต่ถ้าผู้ป่วยไปรับการรักษาด้วยภาวะฉุกเฉินวิกฤต มั่นใจว่าโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งพร้อมดูแลตามหลักเกณฑ์แน่นอน
ขณะที่ นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช อดีตประธานสมาคมโรงพยาบาลเอกชน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า อยากให้โรงพยาบาลของรัฐที่เปิดคลินิกพิเศษ หรือเปิดให้บริการแบบเอกชน สมัครเข้าโครงการโรงพยาบาลธงฟ้าก่อน เพื่อเป็นตัวอย่าง แต่ยืนยันว่าในส่วนของโรงพยาบาลเอกชนนั้นอาจทำได้ยากเพราะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ที่สำคัญราคาและค่าบริการในโรงพยาบาลเอกชนไม่เหมือนสินค้าทั่วไปด้วย และเรื่องนี้ควรรอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาตัดสินใจ
ทั้งนี้ ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า โรงพยาบาลธงฟ้ายังต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล ที่กำหนดว่า สถานพยาบาลทุกประเภทจะต้องมีมาตรฐาน ทั้งเรื่องเครื่องมือแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ บุคลากร โครงสร้างทางวิศวกรรม ที่นั่ง โถงทางเดิน ต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนดทั้งหมด และหากพบมีการอวดอ้างขึ้นป้ายคำว่า โรงพยาบาลธงฟ้า แต่ราคาและค่าให้บริการสวนทางกันก็เข้าข่ายมีความผิดด้วยเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าจะลบคำสบประมาทว่าอาจเป็น เสือกระดาษ เหมือนกรณีอื่นๆ ก่อนหน้า แม้มีกฎหมายและออกมาตรการแล้วก็ยังเข้าผิดไม่ได้ จึงต้องลุ้นกับ 2 โรงพยาบาล ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ คือ รายแรกแจ้งความกับกรมตำรวจให้ดำเนินคดี กับอีกรายอยู่ระหว่างการตรวจข้อเท็จจริงและให้ทำการชี้แจง ก็ล้วนใช้เวลาทั้งสิ้น!!
อีกประเด็นคือ แม้ยาและค่าบริการทางการแพทย์ วันนี้จะเป็นสินค้าควบคุม เพื่อไม่ให้ราคามีการเคลื่อนไหวเร็วตามใจชอบ แต่ทุกปีต้องผ่านมติ คณะรัฐมนตรี ว่าจะคงหรือปลด ก็หวังในอนาคตการเมืองเปลี่ยนแต่นโยบายไม่เปลี่ยน

