ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหน่วยงาน “องค์การมหาชน” แห่งหนึ่ง ที่รู้จักกันในนาม “สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย” หรือทีไอเจ เปิดมิติใหม่ให้กับหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมอีกหน่วยหนึ่ง
โดยเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา “สถาบันทีไอเจ” ได้รับการรับรองสถานภาพเป็นหนึ่งในสถาบันเครือข่ายแผนงานสหประชาชาติ ด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (United Nations Programme Network Institute on Crime Prevention and Criminal Justice-PNI) ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2559
โดยมี “กิตติพงษ์ กิตยารักษ์” ผู้อำนวยการทีไอเจ ลงนามบันทึกข้อตกลงกับนายยูริ เฟโดทอฟ ผู้อำนวยการบริหาร สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ณ สำนักงานสหประชาชาติ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การที่ “ทีไอเจ” ประเทศไทย ได้เข้าร่วมเป็นสถาบันเครือข่ายแผนงานสหประชาชาติ จะนำมาสู่ความก้าวหน้าและเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างไร
กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ.สถาบันทีไอเจ คนล่าสุดมีคำตอบ
“กิตติพงษ์” เริ่มต้นปูพื้นสร้างความรู้จักเบื้องต้นเกี่ยวกับการก่อตั้ง “ทีไอเจ” และแนวทางการทำงาน รวมทั้ง บทบาทหน้าที่ของทีไอเจว่า สถาบันทีไอเจเริ่มต้นจากโครงการในพระดำริของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงมุ่งมั่นจะพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิงทั้งหลาย อันนำไปสู่การยกร่างข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ซึ่งที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 65 จึงมีมติเห็นชอบให้เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ และเรียกชื่อว่าข้อกำหนดกรุงเทพฯ
ต่อมาปี 2554 รัฐบาลไทยจัดตั้งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือทีไอเจ ขึ้นเพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว
โดยให้มีภารกิจหลักในการส่งเสริมการนำเอาข้อกำหนดสหประชาชาติและมาตรฐานระหว่างประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนางานด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งในประเทศและในภูมิภาค เน้นที่การสนับสนุนตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ
ช่วงนั้นทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาพิเศษของสถาบัน และได้ทรงมีพระวิสัยทัศน์ให้ทีไอเจดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีสหประชาชาติ โดยไม่จำกัดเฉพาะงานที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง แต่ครอบคลุมไปถึงการพัฒนางานกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในภาพรวม และการส่งเสริมหลักนิติธรรมในสังคม
“กิตติพงษ์” อธิบายว่า สิ่งนั้นคือจุดเริ่มที่ “ทีไอเจ” ต้องการสร้างความเป็นศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศระดับนานาชาติด้านการพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด โดยเน้นสร้างความร่วมมือกับสมาชิกของสถาบันในเครือข่ายสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา

ขณะที่ในส่วนของความสำคัญและบทบาทของ “PNI” หรือสถาบันในเครือข่ายสหประชาชาตินั้น ผอ.สถาบันทีไอเจระบุว่า เครือข่าย PNI เป็นเครือข่ายองค์กรที่มีประวัติยาวนาน จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนข้อมูลเชิงวิชาการแก่คณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (CCPCJ) โดยจะทำหน้าที่ศึกษาวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ การฝึกอบรม การรณรงค์เผยแพร่ความรู้และสนันสนุนประเทศสมาชิกสหประชาชาติ
ในประเด็นการป้องกันอาชญากรรมและพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางอาญา รวมถึงดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกรวม 17 องค์กร กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก แต่ถ้ารวมประเทศไทย ตอนนี้ก็มี 18 องค์กร
กิตติพงษ์บอกว่า การที่ประเทศไทยหรือทีไอเจ ได้ร่วมเป็นเครือข่ายของ PNI นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อภาพลักษณ์ของไทยอย่างมาก “ทีไอเจ” สามารถสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคงได้เป็นอย่างดี
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ การเข้าร่วมเป็นเครือข่าย PNI จะทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบัน PNI อื่นๆ อีก 17 แห่งทั่วโลก ซึ่งล้วนเป็นสถาบันวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญ ถือเป็นโอกาสในการเพิ่มช่องทางการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและระบบงานกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศ ให้มีประสิทธิภาพสอดรับกับมาตรฐานสากล
ทั้งนี้นับจากนี้ไป บทบาทของทีไอเจจะมีความโดดเด่นชัดเจนในเวทีสหประชาชาติ ในฐานะเป็นองค์การเครือข่ายยูเอ็น “PNI” ซึ่งจะทำให้ตัวสถาบันทีไอเจและประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในการช่วยงานการประชุมกรรมาธิการสหประชาติ เพื่อพัฒนากฎหมายและมาตรฐานต่างๆ รวมทั้งการพัฒนากระบวนการยุติธรรมในประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ซึ่งที่ผ่านมาทีไอเจให้ความสำคัญด้านการพัฒนาหลักนิติธรรมมาตลอด และจะกว้างขวางมากยิ่งขึ้นด้วย
กิตติพงษ์บอกอีกว่า ทีไอเจจะเพิ่มศักยภาพองค์กรเป็นผู้นำในอาเซียนในแนวทางการสร้างการยอมรับ ความเป็นผู้นำในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม เพราะการที่หน่วยงานประเทศใดประเทศหนึ่งจะเข้าไปดำเนินการใด กับประเทศอื่นๆ ก็จะถูกมองแปลกๆ แต่ถ้าไปในนามองค์กรของยูเอ็นก็จะทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น มีการยอมรับมากขึ้น นี่คือข้อดีของการเข้าร่วมเป็น PNI

โดยที่ผ่านมาได้ประสานกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือกับสถาบันวิจัยด้านนิติศาสตร์จีนอาเซียนไปเมื่อเร็วๆ นี้ และกำลังจะลงนามบันทึกความร่วมมือกับสถาบัน UNAFEI ของประเทศญี่ปุ่น และสถาบันอาชญาวิทยาแห่งประเทศเกาหลี (KIC)
และในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ทีไอเจจะจัดการประชุม ASEAN Conference on Crime Prevention and Criminal Justice (ASEAN CCPCJ) ซึ่งเป็นเวทีที่สร้างเครือข่ายทั้งทางวิชาการและภาคปฏิบัติ คู่ขนานไปกับการประชุมคณะกรรมาธิการสหประชาชาติด้านป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรม (UN-CCPCJ)
ขณะเดียวกัน ในส่วนของบทบาทการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้านหลักนิติธรรมและผู้นำรุ่นใหม่ในภูมิภาค ทีไอเจจะจับมือกับสถาบันกฎหมายและนโยบายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จัดหลักสูตรพัฒนาผู้นำยุคใหม่ด้านการพัฒนานโยบายที่เกี่ยวกับหลักนิติธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนขึ้น ในประเทศไทยและในภูมิภาคนี้
และอีกอย่างคือ พัฒนาองค์ความรู้ด้านการศึกษาวิจัยและการพัฒนาสถิติข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารงานยุติธรรม ทีไอเจจะจับมือกับสหประชาชาติด้านการวิจัย เช่น UNICRI และเครือข่ายต่างๆ พัฒนาองค์ความรู้และระบบสถิติข้อมูลในด้านต่างๆ ของกระบวนการยุติธรรม และพยายามผลักดันเพื่อให้องค์ความรู้และสถิติต่างๆ ถูกนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายด้านการพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
กิตติพงษ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภูมิใจกับก้าวย่างที่สำคัญของ “ทีไอเจ” ว่า “การเข้าร่วมเป็นเครือข่าย PNI ของสหประชาชาติ นับเป็นเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่การก่อตั้งสถาบัน และเป็นภารกิจที่ผมในฐานะผู้อำนวยการสถาบันทีไอเจ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำให้สำเร็จภายใน 2 ปี นับแต่วันรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป้าหมายดังกล่าว มีที่มาจากพระวิสัยทัศน์ของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่มีพระประสงค์จะยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีสหประชาชาติด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งจะช่วยให้ประเทศต่างๆ เกิดความไว้วางใจว่าสถาบัน มีอิสระในระดับที่เหมาะสมที่จะสามารถดำเนินงานด้านอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวได้อย่างเป็นกลาง ทีไอเจจึงจะมีบทบาทนำสามารถสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนได้เป็นอย่างดี”
นับเป็นอีกบทบาทของสถาบันด้านงานยุติธรรมไทย ที่ได้รับการยอมรับจากเวทีโลก เพื่อพัฒนามาตรฐานงานยุติธรรม ยกระดับสู่ความเป็นสากลต่อไป

