กอ.รมน.หารือด่วน 3 กลุ่มมือปราบ สกัดคดีรุกป่า หลุด หลวม-เหนื่อยเปล่า
กรณี นายรัชชัย พรพา ผู้อำนวยการส่วนป้องกันและปราบปราม ในฐานะหัวหน้าชุดปฎิบัติการพิเศษฉลามขาว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) และ พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(ศปป.4 กอ.รมน.) ออกมาเปิดเผย การที่เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษของทส.ไม่ว่าจะเป็นฉลามขาว พยัคฆ์ไพร ของกรมป่าไม้ และพญาเสือ ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ร่วมกับ กอ.รมน.ลงพื้นที่ทั่วประเทศไปจับกุม กลุ่มนายทุนที่รุกป่า สร้างโรงแรม รีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศ แต่ปรากฏว่าเมื่อทีมชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจถอยกลับปล่อยให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดำเนินคดีต่อปรากฏว่า มีการดองเค็มคดีเหล่านั้นไว้จำนวนมาก อีกทั้งบางคดีมีการวิ่งเต้น จนคดี หลุดไปจำนวนมากนั้น
วันที่ 17 มิถุนายน พ.อ.พงษ์เพชร ให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้สังคมทราบเรื่องนี้มานานแล้ว เป็นเหมือนความหละหลวม บกพร่องของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เอง ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ กรมอุทยานฯและทช.หรือในชั้นตำรวจ และขั้นตอนการส่งฟ้องในชั้น อัยการ ซึ่งขณะนี้ได้นัดหารือกับกลุ่มมือปราบทั้ง 3 ชุด จะต้องปรับแผน ทบทวนการทำงานใหม่ทั้งหมด มิฉะนั้นแล้ว เหมือนกับทำงานเหนื่อยเปล่า
“ที่ ศปป.4 กอ.รมน.ลงพื้นที่ปฏิบัติการร่วมกับทั้ง 3 ชุดปฏิบัติการของทส.นั้นมีมากกว่า 1,000 คดี ไม่รวมที่กอ.รมน.ลงไปทำคดีเอง นับแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้ามา อีกประมาณ 600 คดี เบื้องต้นตรวจสอบพบว่า เกินครึ่งที่คดีไม่มีความคืบหน้าเลย นอกจากนี้มีอีกหลายคดีที่ศาลพิพากษาตัดสินแล้วว่าให้จำเลยและบริวารขนของออกจากพื้นที่ แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทั้งกรมป่าไม้ ทั้งกรมอุทยานฯไม่ยอมไปยื่นต่อศาลเพื่อบังคับคดี นายทุนบางรายก็ยังคงอยู่ในพื้นที่อยู่เลย ยกตัวอย่างเลย ที่ จ.เพชรบูรณ์ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้คนไหนในพื้นที่ ที่ไปยื่นขอบังคับคดีกับศาลเลย แบบนี้มันเหนื่อยครับ”พ.อ.พงษ์เพชร กล่าว
เมื่อถาม มีเบื้องหน้า เบื้องหลังอย่างไรจึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น พ.อ.พงษ์เพชร กล่าวว่า ในขั้นตอนการทำงานนั้น เมื่อชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่ไปทำงาน หลังจากเข้าจับกุม ยึดพื้นที่ได้แล้ว ก็จะถอยออกมา เพื่อให้เกียรติเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทำงานต่อนั่นคือ การแจ้งความดำเนินคดี และติดตามดำเนินคดีต่อไปจนถึงชั้นศาล ยกเว้นว่าจะเป็นกรณีของรายใหญ่ ที่มีการบุกรุกพื้นที่จำนวนมาก เจ้าหน้าที่ส่วนกลาง ทั้ง พยัคฆ์ไพร ฉลามขาว และพญาเสือ จะเป็นผู้ดำเนินการเอง หรือไม่ก็จะโอนคดีให้กับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ซึ่งหากส่วนกลางดำเนินการเองก็ไม่ค่อยมีปัญหา อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอเองก็มีข้อจำกัดในการทำงาน เพราะต้องเป็นคดีใหญ่จริงๆ เช่นการบุกรุกต้องมากกว่า 1,000 ไร่ เป็นต้น
“ปัญหาก็คือ เมื่อเราถอนตัวออกมาปรากฏว่าการทำคดีเป็นไปอย่างหละหลวม ทำสำนวนไม่รอบคอบ หรือไม่ก็มีการวิ่งคดีกัน หรือส่งคดีไปแล้ว ไปหลุดในชั้นอัยการ อัยการสั่งไม่ฟ้อง คดีสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ถ้าส่วนกลางไม่ลงไปเขาก็ได้ประโยชน์ แต่ยิ่งแย่กว่านั้นคือ เมื่อส่วนกลางลงไปก็ฌยิ่งได้ประโยชน์หนักเข้าไปใหญ่ บางทีเหมือนเราไปเพิ่มมูลค่าให้เขา นั่นคือ เมื่อเราถอนตัวออกมาก็จะมีการวิ่งเต้นที่มีมูลค่าขึ้นมาอีก ซึ่งหากปล่อยไว้แบบนี้จับไปก็เหนื่อยเปล่า บางพื้นที่ถึงกับพูดเลยว่า ส่วนกลางอยากจับ จับไปเลย เดี๋ยวกลับไป เขาจะกลับมาใหม่ วันนี้พูดเลยว่า สวนยางพารา หลายแห่งที่ส่วนกลางกลับไปจับแล้วนายทุนก็กลับเข้าไปใช้ประโยชน์อีกรอบ”หัวหน้าชุดศปป.4 กอ.รมน.กล่าว
พ.อ.พงษ์เพชร กล่าวว่า ดังนั้นสิ่งที่จะต้องทบทวนการทำงานในวันนี้ก็คือ 1.จะต้องมีบทลงโทษเจ้าหน้าที่ด้วยหากดำเนินคดีไม่รอบคอบรัดกุม 2.เมื่อเป็นคดีแล้วเจ้าหน้าที่พื้นที่ต้องรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ 3.เมื่อมีคำพิพากษาคดีสิ้นสุดจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการบังคับคดีโดยเร็วที่สุด
พ.อ.พงษ์เพชร กล่าวว่า ตอนนี้มีเรื่องที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้นอีกคือ ทราบมาว่า หลายๆคดี ที่ถูกดองเค็ม ไม่ยอมทำอะไรเลย ก็เพราะต้องการให้พ้นยุคทหาร ให้นักการเมืองเข้ามา เพื่อจะให้นักการเมืองช่วย เพราะกว่าครึ่งหนึ่งของนายทุนนั้นรู้จักสนิทสนมกับนักการเมืองท้องถิ่นทั้งสิ้น เมื่อการเมืองเข้ามาอย่าว่าแต่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติมิชอบเลย กระทั่งคนที่ทำงานเต็มที่ก็อาจจะถูกบีบจากนักการเมืองท้องถิ่นก็เป็นได้
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า วันนี้ได้เรียกประชุมชุดปฏิบัติการทั้งหมดใน ทส.เพื่อให้ติดตามตรวจสอบคดีที่หน่วยงานไปทำมาทั้งหมด ทั้งในชั้น พนักงานสอบสวน และชั้นอัยการ ซึ่งตรงไหนที่เห็นว่าสำนวนไม่เป็นธรรมก็ให้ทำหนังสือแจ้งมา ส่วนคดีที่สิ้นสุดแล้วก็ต้องเร่งประสานกัยบพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการรื้อถอนให้เร็วที่สุด กรณีที่ จ.เพชรบูรณ์ ตนก็ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักในพื้นที่คนใหม่ดำเนินการเรื่องรี้แลบ้วเช่นกัน
“กรณีที่เรื่องเข้าสู่ชั้นอัยการแล้วอัยการสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอ้างว่าขาดเจตนานั้น หลายคดีไม่สมเหตุสมผลก็ต้องรื้อคดีขึ้นมาใหม่ และเวลานี้ผมได้หารือไปยังอัยการสูงสุดแล้วว่า กรณีที่มีการอ้างว่าขาดเจตนา แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ผิด ดังนั้นสามารถจับมาดำเนินคดีซ้ำได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ใครมีปัญหาอะไรกับใครที่ไหนให้แจ้งผมมาโดยตรง ผมพร้อมจะชนเองไม่ต้องกลัว ไม่งั้นถือว่าทำงานกันเหนื่อยเปล่า”นายอรรถพล กล่าว

