เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พล.ต.ต.ภานุเดช บุญเรือง และ พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ปปส.ภาค 5 และฝ่ายปกครอง ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมยาไอซ์ จำนวน 105.9 กิโลกรัม บรรจุในถุงชาจีน ยี่ห้อเถี่ยกวนอิม แบบฉลากสีเงินและสีทอง พร้อมรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมาสด้า สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ผห 3787 เชียงใหม่ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ติดตามพฤติกรรมของนายภานุวัฒน์ ยานุมาศภูษิต หรือ วัฒน์ อายุ 36 ปี ภูมิลำเนา อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเคยถูกจับกุมมาแล้วครั้งหนึ่ง ต่อมาหลังพ้นโทษยังมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอยู่
จนล่าสุดทราบว่านายภานุวัฒน์ ได้ไปรับจ้างเฝ้าสวนลำไยในพื้นที่ จ.ลำพูน แต่ยังคงเดินทางไปยัง จ.เชียงรายเป็นประจำ กระทั่งเจ้าหน้าที่รับแจ้งจากสายลับว่านายภานุวัฒน์ จะเดินทางไปยัง จ.เชียงราย เพื่อลักลอบขนยาเสพติดจึงสะกดรอยตาม จนช่วงกลางดึกของคืนวันเดียวกันจึงสามารถสกัดจับนายภานุวัฒน์ ได้บริเวณถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ใกล้ปั๊มน้ำมัน ปตท. ม.10 ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน และจากการตรวจค้นรถพบของกลางยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเป้ ที่วางอยู่เบาะด้านหลัง และท้ายรถกระบะโดยมีสแลนสีเขียวคลุมทับไว้ จึงดำเนินคดีในข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ.ลำพูน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการสอบสวนนายภานุวัฒน์ สารภาพว่า รับจ้างขนลำเลียงยาเสพติดตามชายแดนด้าน จ.เชียงรายก่อนนำมาพักไว้ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่และลำพูน เพื่อรอนำส่งเครือข่ายในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ โดยครั้งนี้ได้ค่าจ้างในการขน 3 แสนบาท ส่วนของกลางยาไอซ์ทั้งหมดเป็นของนายเยีย และนายเปา ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเป็นนักค้ายาเสพติดรายสำคัญที่เคลื่อนไหวอยู่ตามพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องการตัวและอยู่ระหว่างการติดตามจับกุม
ขณะที่เจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 5 ได้นำน้ำยาทดสอบสารเสพติดเบื้องต้นมาทดสอบยาไอซ์ของกลาง พบว่ายาไอซ์ที่บรรจุในถุงชา ได้ผลบวก ทั้งในส่วนของไอซ์ และเคตามีน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ตรวจพบ จากข้อสันนิฐานอาจเป็นการผสมสูตรใหม่ ที่มีการผสมทั้งไอซ์ ที่เป็นเมทแอมเฟตามีนบริสุทธิ์ ส่วนคีตามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ไว้ในบรรจุภัณฑ์เดียวกันจริง โดยหลังจากนี้จะต้องส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจพิสูจน์ทราบสารเสพติดอีกครั้งให้เกิดความชัดเจนว่ามีการผสมทั้งไอซ์ และคีตามีนเข้าไปยาเสพติดถุงเดียวกัน
พล.ต.ต.ภานุเดช กล่าวว่า ถือเป็นการตรวจพบครั้งแรก หลังนำชุดทดสอบสารเสพติดเบื้องต้นมาตรวจสอบ ทั้งชุดทดสอบไอซ์ และเคตามีน ซึ่งก็มีผลเป็นบวกทั้งคู่ แสดงว่ามีการผสมยาเสพติดทั้งสองชนิดอยู่ในถุงเดียวกัน ซึ่งจากการถามกลุ่มผู้เสพที่เข้ารับการบำบัด เวลาเสพไอซ์แล้วมักจะเสพคีตามีนตามเข้าไป เพราะฤทธิ์ของคีตามีนจะไปกระตุ้นยาไอซ์ให้ออกฤทธิ์เร็วขึ้น นานขึ้น และแรงขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการผสมสูตรดังกล่าวขึ้นใหม่ เพื่อให้ยาไอซ์ออกฤทธิ์ดีขึ้น หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะขยายผลถึงเครือข่ายที่ร่วมขบวนการต่อไป

