ผู้พิพากษาอาวุโส ห่วงประเทศไทยเกิดปัญหาหญิงคลอดบุตรออกมาพิการ ไม่ได้รับสาร Folic Acid เสริม

23.06.19 | 15:09 น.

“ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธณ์”ออกโรงชี้ ประเทศไทยเกิดปัญหาหญิงคลอดบุตรออกมาพิการผิดปกติ เนื่องไม่ได้รับสารFolic Acid เสริมสม่ำเสมอ จี้สธ.-ปกครอง จัดหายาจำหน่ายจ่ายเเจกในราคาถูกตาม รธน.ที่รัฐต้องดูเเลสุขภาพประชาชน


เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์ ได้ให้ความเห็นกรณีการป้องกันการเกิดเด็กพิการโดยการใช้สาร Folic Acid ให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับสาธารณสุขของประชาชนเกี่ยวกับการเกิดของประชากรที่มีความบกพร่องและป่วยทางร่างกาย จิตใจและสมองเป็นจำนวนมากทำให้เกิดภาระแก่ผู้ปกครองและครอบครัวของเด็กพิการที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและประคองอาการพิการของเด็กและเยาวชน รัฐเองโดยหน่วยงานสาธารณสุขกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงสาธารณสุข องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนหน่วยงาน NGO ที่ทำงานเกี่ยวกับปัญหาสาธารณสุขต้องใช้จ่ายงบประมาณของรัฐเป็นจำนวนมากในการรักษาเด็กพิการดังกล่าวและยังทำให้เกิดปัญหาการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์เพราะเป็นผู้ป่วยไม่อาจเป็นกำลังแรงงานของชาติได้ตามปกติ แนวโน้มการเกิดเด็กพิการมีจำนวนเพิ่มสูงมากถึงร้อยละ 1.5 -2 ของการเกิดของเด็กทารก เรื่องการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขดังกล่าว จึงเป็นที่สนใจของ WHO ซึ่งเป็นองค์การดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยของโลกสังกัดองค์การสหประชาชาติได้ร่วมมือกับแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมากได้ศึกษาผลกระทบและการป้องกันเด็กพิการมาแต่กำเนิดและพบว่าสาร Folic Acid ขนาด 0.04กรัมให้หญิงวัยเจริญพันธุ์รับประทานสม่ำเสมอก็จะเป็นการป้องกันมิให้หญิงผู้ตั้งครรภ์ถ่ายทอดยีนที่มีความบกพร่องไปให้แก่ทารกในครรภ์ ทั้งการบกพร่องทางร่างกาย เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ ,การไม่มีรูทวารบ้าง ,โรคสมองบวมน้ำ ,โรคจิตโรคประสาท,โรคทางสมอง ตลอดจนโรคสมาธิสั้นและโรค อย่างอื่นๆเช่นโรคเลือดออกไม่หยุดในไวรัสธาลัสซีเมียเป็นต้น

สำหรับประเทศไทยแล้วก็ทราบถึงวิธีการป้องกันการเกิดเด็กพิการว่าควรให้หญิงวัยเจริญพันธุ์มีความรู้และใส่ใจในการบริโภคสาร Follicดังกล่าว และผู้ที่มีความรู้มาเผยแพร่ก็คือ ศ.พญ.พรสวรรค์ วสันต์ ที่ปรึกษาแผนกสูตินารีโรงพยาบาลศิริราชและ นายแพทย์ พิชิต ศิริวรรณ แห่งสภากาชาดไทย และโรงพยาบาลจุฬาฯก็ได้นำเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องทางวิชาการของแพทย์มาเผยแพร่เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานของรัฐด้านสาธารณสุขได้เห็นความสำคัญของการป้องกันการเกิดเด็กพิการเป็นแนวนโยบายของรัฐที่มีหน้าที่ต้องดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งการป้องกันและรักษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวดที่ 5อย่างไรก็ตามความรู้ทางวิชาการในเรื่องการป้องกันการเกิดเด็กพิการนี้มีการเผยแพร่ให้รับรู้ในวงการแพทย์มากว่า 10 ปีแล้วเเต่กลับปรากฏว่ากระทรวงสาธารณสุขและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่ดูป้องกันโดยใช้สารดังกล่าวแก่หญิงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านสาธารณสุขไม่ได้รณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการเกิดเด็กพิการ คงแต่แพทย์และพยาบาลให้หญิงมีครรภ์ซึ่งมาฝากครรภ์รับประทานสารดังกล่าวก็จะเป็นการสายเกินไป เนื่องจากตามหลักวิชาการระบุว่าหญิงวัยเจริญพันธุ์ควรได้รับสารดังกล่าวสม่ำเสมอโดยใช้หน่วยการใช้ขนาด 0.04 กรัม ก่อนตั้งครรภ์ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ฉนั้นการที่แพทย์และพยาบาลให้สารดังกล่าวหลังตั้งครรภ์แล้วจึงมิใช่การแก้ปัญหาในการป้องกันเพราะมารดาได้ถ่ายทอดยีนส์ที่มีความบกพร่องไปยังทารกแล้วเป็นเวลานาน การให้มารดารับสารภายหลังจึงไม่ค่อยได้ผล

หน่วยงานของรัฐควรจัดทำนโยบายสาธารณสุขในเรื่องการป้องกันการเกิดเด็กพิการโดยควรมีโครงการให้เป็นกิจจะลักษณะและควรส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้จะทำให้การป้องกันเด็กพิการเเต่กำเนิดลดน้อยลง

Advertisement

“ขณะนี้ยังไม่มีการผลิตสาร Folic Acid ได้ขนาด 0.04 กรัมซึ่งราคาถูก มาจำหน่ายหรือเเจกจ่ายเเต่กลับยังมียาขนาดอื่น ซึ่งราคาแพงและยากแก่ครอบครัวประชาชนที่ยากจนจะเข้าถึงได้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจึงควรเร่งรัดให้มีการผลิตสาร Folic Acid ขนาด 0.04กรัมมาจำหน่ายหรือแจกจ่ายให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ได้รับประทานเพื่อป้องกันปัญหาการเกิดเด็กพิการ เช่นนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติที่จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและปัญหาทรัพยากรมนุษย์ที่เกิดความพิการและไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เเก้ไขเรื่องนี้เเล้ว ปัญหาเด็กพิการโดยกำเนิดจะยังเป็นปัญหาของชาติต่อไปอีก” ผู้พิพากษาอาวุโสกล่าว