กรมฯธรณี เตือน 54 จังหวัด 332 อำเภอ 1,084 ตำบลทั่วประเทศ ระวังดินถล่มในช่วงฤดูฝน
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) นายมนตรี เหลืองอิงคะสุต รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ในฐานะโฆษกประจำกรมฯ พร้อมด้วย น.ส.ศิรประภา ชาติประเสริฐ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย ร่วมแถลงข่าวการเตรียมพร้อมรับมือธรณีพิบัติภัยดินถล่มในช่วงฤดูฝน
นายมนตรี เปิดเผยว่า กรมทรัพยากรธรณี ศึกษาพบว่า มีพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มใน 54 จังหวัด 332 อำเภอ 1,084 ตำบลทั่วประเทศ โดยดินถล่มในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงฝนตกหนัก โดยภาคเหนือ มีโอกาสเกิดดินถล่มมากในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน เนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่าน ภาคใต้มีโอกาสเกิดดินถล่ม ช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม เนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเฉียงเหนือ มีแนวโน้มการเกิดดินถล่มน้อยกว่าภาคเหนือและภาคใต้ โดยมีโอกาสเกิดดินถล่มช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน เนื่องจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่าน พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากดินถล่มส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บริเวณที่ราบเชิงเขา และชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำตามร่องเขาที่มวลดินเคลื่อนที่ผ่าน

รองอธิบดีทธ. กล่าวย้ำว่า ประชาชนในพื้นที่ควรสังเกตปริมาณน้ำฝน และเฝ้าระวังการเกิดดินถล่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากฝนจะตกในปริมาณที่ค่อนข้างหนัก ส่วนข้อปฏิบัติตนขณะเกิดเหตุ ควรหนีเอาตัวรอดโดยวิ่งไปจุดปลอดภัยตามเส้นทางอพยพที่กำหนดไว้ ไม่ควรอพยพข้ามลำน้ำทุกเส้นทาง เพราะอาจถูกน้ำพัดไป หากผลัดตกน้ำให้หาต้นไม้ใหญ่ยึดเกาะไว้ และไม่เข้าใกล้หรือเข้าไปในบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย เพราะอาจเกิดดินถล่มซ้ำได้
ด้านน.ส.ศิรประภา กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังดินถล่ม ได้แก่ พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ โดยจากการคาดหมายสภาพอากาศในช่วงปลายเดือนมิถุนายน บริเวณภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งอาจทำให้บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มขึ้นได้ โดยพื้นที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี พังงา ระนอง และจังหวัดกาญจนบุรี
น.ส.ศริประภา กล่าวอีกว่า ส่วนเดือนกรกฎาคม ในช่วงระยะครึ่งหลังของเดือนจะมีฝนตกชุกมากขึ้น โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ประกอบกับคาดว่าปริมาณฝนรวมบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมากกว่าค่าปกติ ซึ่งอาจทำให้บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มขึ้นได้ โดยพื้นที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ได้แก่ ภาคตะวันออก ในจังหวัดตราด จันทบุรี และสระแก้ว ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ในจังหวัดพังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี และชุมพร ภาคเหนือ ในจังหวัดน่าน แพร่ เพชรบูรณ์ และตาก


ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย เผยว่า ขณะที่เดือนสิงหาคม มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีปริมาณฝนมากขึ้น บริเวณตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอาจทำให้บริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มขึ้นได้ โดยพื้นที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ได้แก่ ภาคเหนือ ในจังหวัดน่าน จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจังหวัดเลย หนองคาย และอุบลราชธานี
ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กล่าวถึงการเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยว่า กรมทรัพยากรธรณี มุ่งเน้นการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากธรณีพิบัติภัย และการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ดำเนินการในช่วงระยะเวลาก่อนเกิดภัยพิบัติ โดยควรติดตามสถานการณ์สภาพอากาศ และสิ่งบอกเหตุก่อนเกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก จากเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย ซึ่งได้กำหนดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก โดยจัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัยดินถล่มระดับชุมชน ที่แสดงถึงตำแหน่งหมู่บ้านและบ้านเรือนเสี่ยงภัยที่จะได้รับผลกระทบจากดินถล่มข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย และจุดปลอดภัย เป็นต้น ครอบคลุมพื้นที่ 940 ตำบล จากพื้นที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม 1,084 ตำบลทั่วประเทศ เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนนำไปใช้ในการวางแผนการเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยในชุมชนต่อไป

ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทำหน้าที่เฝ้าระวังธรณีพิบัติดินถล่มในชุมชนของตน และสนับสนุนการซักซ้อมแผนการเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยที่ร่วมกันจัดทำไว้ ปัจจุบันมีเครือข่าย 35,259 ราย จาก 51 จังหวัด โดยสามารถติดต่อประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย โทรศัพท์ 0 2621 9701-5

