คพ.เผย ฟื้นฟูห้วยคลิตี้ ก้าวหน้าเกือบร้อยละ 50 ชี้ตะกอนดินมีสารตะกั่วสูง งดหอย-ปู แต่กินปลาได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องใน พืชผักทานได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงใบกะเพรา จ่อร้องอัยการเรียกค่าเสียหายกับบริษัทผู้ก่อมลพิษกว่า 500 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสมชาย ทรงประกอบ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จัดแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่ว บริเวณห้วยคลิตี้ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
นายสมชาย กล่าวว่า ตามที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้คพ. แก้ปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่ว โดยคพ.ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นที่ปรึกษาเพื่อกำหนดแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่คลิตี้ที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน และได้ว่าจ้างบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ให้เป็นผู้ดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน พ.ย. 60 มีระยะเวลาการดำเนินการ 1,000 วัน ซึ่งปัจจุบันในวันนี้ ดำเนินโครงการไปแล้ว 590 วัน มีความก้าวหน้าของการดำเนินงานเกือบร้อยละ 50

นายสมชาย กล่าวว่า โดยกิจกรรมที่ดำเนินการประกอบด้วย การสำรวจพื้นที่ การจัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินโครงการ การก่อสร้างหลุมฝังกลบแบบปลอดภัย การปิดคลุมพื้นที่โรงแต่งแร่และบ่อเก็บตะกอนหางแร่ การปรับปรุงถนนระหว่างหมู่บ้านคลิตี้บนและคลิตี้ล่าง และการเตรียมการก่อสร้างฝายดักตะกอนเพิ่มเติมอีก 2 ฝาย

รองอธิบดีคพ. กล่าวถึงการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณห้วยคลิตี้ ในปี 2561 ว่า คุณภาพน้ำมีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานฯ ยกเว้นในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีน้ำไหลแรงและมีความขุ่นสูง ส่วนตะกอนดินบริเวณใกล้โรงแต่งแร่และใต้โรงแต่งแร่ยังคงมีการปนเปื้อนตะกั่วในปริมาณสูง พบค่าระหว่าง 39.65 – 12,666 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (มก./กก.) ค่ามาตรฐานอยู่ที่ 400 มก./กก. ซึ่งคพ.พยายามแก้ไขโดยตักตะกอนขึ้น และมีการดักตะกอนเป็นบางช่วง อีกทั้งพบปริมาณตะกั่วในปู กุ้ง และหอยที่อาศัยอยู่กับตะกอนดินสูงกว่ามาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อนฯ จึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภค ส่วนปลาสามารถบริโภคได้ตามปกติแต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องใน โดยพืชผัก ส่วนใหญ่สามารถบริโภคได้ตามปกติ ยกเว้นกะเพรา ทั้งนี้ คพ. ได้เผยแพร่ข้อมูลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณห้วยคลิตี้ให้กับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดทำเป็นป้ายประกาศเพื่อรายงานผลคุณภาพสิ่งแวดล้อมและป้ายประกาศที่ทำจากแผนที่ชุมชน

รองอธิบดีคพ. กล่าวอีกว่า ในส่วนของคดีนั้น ตามที่ศาลปกครองให้คพ.ดำเนินการฟื้นฟู ซึ่งคพ. มีค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งการว่าจ้างบริษัท 450 ล้านบาท ว่าจ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่น 80 ล้านบาท และการศึกษาวิจัยต่างๆ อีก 20 กว่าล้านบาท รวมประมาณ 500 กว่าล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้คพ.กำลังร้องต่ออัยการให้เรียกค่าเสียหายกับบริษัทผู้ก่อมลพิษด้วย
//////////

