การเมือง เรื่องสิ่งแวดล้อม (ไม่ใช่ของคู่กันแต่มักจะมาด้วยกัน)

29.06.19 | 08:56 น.

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นกระทรวงที่นักการเมืองของประเทศไทยตีตราว่าเป็นกระทรวงเกรดซี

แม้ใครจะพยายามพูดว่ากระทรวงนี้สำคัญ ต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชน อยู่กับดินฟ้าอากาศ สัตว์ป่า พนาไพร สำคัญอย่างยิ่ง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แม้กระทั่งผู้นำประเทศเอง ยังมองไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการทำงานในกระทรวงนี้นัก

เพราะไม่เคยมีการหมายมั่นปั้นมือว่าผู้ที่จะเข้ามาบริหารจะต้องเป็นคนที่มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ มีความเก่งกาจด้านการดูแลทรัพยากรของประเทศนี้อย่างไร

กลายเป็นว่า ใครก็ได้เข้ามาเถอะ เป็นรัฐมนตรีได้หมด

ซึ่งความจริงที่ทุกคนรับรู้คือ พรรคการเมืองใหญ่ ต่างตีตราจับจองกระทรวงใหญ่ๆ งบประมาณเยอะๆ ไปหมด ไม่ว่าจะเป็น คลัง กลาโหม มหาดไทย พาณิชย์ หรือแม้แต่ กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังมีผู้เสนอตัวเองเข้าไปบริหารดูแล เพราะคิดว่าตัวเองรู้จักและมีความสามารถที่จะทำงานในกระทรวงนั้นได้ (ส่วนจะทำได้ดีหรือไม่เป็นอีกเรื่อง)

Advertisement

เรื่องน่าเศร้าสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็คือ ไม่มีพรรคการเมืองพรรคใดแสดงความต้องการ หรือยกย่องบุคลากรภายในพรรคของตัวเอง รวมไปถึงมีนโยบายชัดเจนที่จะเข้ามาทำงานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมเลย และแม้ว่าจะมีพรรคการเมืองดังกล่าวที่เสนอตัวเองที่จะเข้ามาทำงานในกระทรวงแห่งนี้ แต่คนที่ทำหน้าที่ตัดสิน ว่าใครควรจะไปทำงานตรงไหนในรัฐบาลนี้ก็ไม่ให้ความสำคัญ ไม่สนใจ และทำเป็นมองไม่เห็น เพราะเป็นพรรคการเมืองเล็กๆ มีเสียงสนับสนุนรัฐบาล (ที่ปริ่มเกือบจะจมน้ำ) เพียงเล็กน้อย

เกือบจะสรุปได้แล้วในเวลานี้ ว่ารัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารดูแลทรัพยากร-สิ่งแวดล้อม อันเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกหวงแหนที่สุดในวันนี้ จะเป็นใครที่ไหนก็ได้ แค่มี ส.ส.พอหอมปากหอมคอ (เพราะถ้ามาก ก็ไม่มีใครเอากระทรวงนี้อีก)

อันนั้น คือ การเมืองในระดับชาติ

มาดูการเมืองในระดับกระทรวงกันบ้าง

แม้ว่า ทส.จะเป็นกระทรวงเกรดซี แต่พูดถึงการเล่นการเมืองภายในแล้ว ถือว่าดุเดือด ไม่แพ้ที่ใด

ใน ทส.มี 3 หน่วยงาน เป็นที่ต้องการของข้าราชการที่จะเข้าไปมีอำนาจเต็มที่ นั่นคือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุืพืช กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตำแหน่งอธิบดีของ 3 กรมดังกล่าวนี้ คือที่มั่นปั้นหมาย ของผู้ที่ต้องการเป็นใหญ่ อีกทั้ง เดือนตุลาคม 2562 นี้ ตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส.ก็จะว่างอีกตำแหน่ง เพราะ นายวิจารย์ สิมาฉายา กำลังจะเกษียณอายุราชการ

นอกจาก 3 กรมนี้แล้ว ปลัดกระทรวงก็เป็นเป้าหมายอีกแห่งหนึ่ง ของเหล่าข้าราชการระดับ 10

ไม่น่าแปลกใจเลย ที่วันนี้ มีข่าวการร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ ขึ้นเงินเดือนให้ภรรยาตัวเอง ที่เป็นข้าราชการกรมอุทยานฯ ประจำพื้นที่ จ.ขอนแก่น โดยการร้องเรียนดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 หรือแม้กระทั่งการเผยแพร่รูป นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กับ นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ภายในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และมีการแชร์กันอย่างหนักในกลุ่มข้าราชการ ทส.โดยตั้งคำถามว่า ไปเพื่อหวังผลอะไร หรือไม่

หรือแม้กระทั่งการพยายามวิพากษ์กันเรื่องความบกพร่องในการดูแลเจ้าพะยูนน้อยหลงแม่ อย่าง น้องมาเรียม ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งแน่นอนว่าต้องกระทบชิ่งมาทาง นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดี ทช.เป็นแน่

อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นเพราะ มาเรียมกำลังเป็นขวัญใจ คนไทยทั่วประเทศในเวลานี้ และภาพนายจตุพร ซึ่งปวารณาตัวเอง เป็นพ่อทูลหัวคนหนึ่งของมาเรียมลงทะเลไปป้อนหญ้า ป้อนนมอยู่บ่อยๆ การวิพากษ์เรื่องนี้จึงไม่ส่งผลอะไรกับนายจตุพรมากนัก

ที่สำคัญคือ นายจตุพรเคยนั่งในตำแหน่ง อธิบดี  มาเกือบหมดทุกกรมแล้ว และเป้าหมายของนายจตุพรก็ไม่น่าจะอยู่แค่อธิบดี 3 กรมนี้

ทส.มีภารกิจที่หนักอึ้ง ป่าไม้ยังคงถูกนายทุนรุกราน ไม้พะยูงยังถูกลักลอบตัดทุกวัน ขยะยังเต็มทะเล เต็มแม่น้ำเต็มลำคลอง เต็มบ้านเต็มเมือง สัตว์ป่าถูกล่า อากาศเป็นพิษแก้ไม่หาย  ข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศหลายเรื่องมากยังไม่บรรลุผล พื้นที่สีเขียวหายแล้วหายเลย ฯลฯ

ปัญหาทั้งหมดใช่ว่าจะเพิ่งเกิด แต่สะสมมาแล้วยาวนาน บางเรื่องหนักกว่าเดิม หนักขึ้นเรื่อยๆ

ที่แก้ปัญหาไม่ได้ และที่ปัญหาทรุดหนักกว่าเดิม เป็นเพราะอะไร

งานไม่เดิน มัวแต่เล่นการเมืองภายใน

หรือการที่ใครก็ได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี..