ส่อง ‘ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ ความร่วมมือ ‘ไทย-เคนยา’

30.06.19 | 13:22 น.

เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ประเทศไทยได้ริเริ่มและพัฒนาโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อดูแลประชาชนชาวไทยให้เข้าถึงระบบบริการพื้นฐานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ปัจจุบันโครงการนี้กำลังเป็นต้นแบบให้กับอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกได้นำไปปรับใช้เพื่อดูแลประชาชนในประเทศ

ทั้งนี้ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า ประเทศเคนยา เป็นหนึ่งในหลายๆ ประเทศที่ให้ความสนใจกับโครงการดังกล่าว โดยเมื่อครั้งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ของประเทศไทย ไปร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ในปี 2561 ตัวแทนของรัฐบาลเคนยาได้ขอให้ไทยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการสร้างหลักประกันสุขภาพ อีกทั้งเรื่องนี้ประธานาธิบดีเคนยาให้ความสนใจ จึงจะใช้ไทยเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับเคนยา ซึ่งล่าสุดในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ณ นครเจนีวา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ขึ้นเวทีร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของเคนยา ประกาศว่าเคนยาจะใช้โมเดลของไทยขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพ

นพ.จเด็จ กล่าวว่า เหตุผลหนึ่งที่เคนยาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเมื่อปี 2561 ประธานาธิบดีเคนยา ได้ประกาศ 4 เสาหลัก ขับเคลื่อนความเจริญของประเทศ คือ 1.การมีที่อยู่อาศัย 2.การพัฒนาอุตสาหกรรม 3.การพัฒนาอาหาร และ 4.การสร้างหลักประกันสุขภาพ และตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปี คนเคนยาจะต้องมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ได้

”ปัจจุบันเคนยามีประชาชนที่มีหลักประกันสุขภาพจริงเพียงร้อยละ 20 ส่วนอีกร้อยละ 80 ยังไม่มี หมายความว่าเมื่อเจ็บป่วยก็ต้องจ่ายเอง และในกลุ่มที่มีร้อยละ 20 ก็มีประกันสุขภาพเหมือนประกันสังคมของประเทศไทย คือ กลุ่มที่มีงานทำเท่านั้น ส่วนพวกชาวไร่ ชาวนาไม่มีหลักประกันใดๆ ทำให้เขามีปัญหาว่าเมื่อประชาชนไม่มีหลักประกัน ก็จะล้มละลายจากความเจ็บป่วย ประกอบกับขณะนี้กระแสโลกมีแนวโน้มว่าทุกประเทศจะมีหลักประกันสุขภาพก่อนปี 2030 ดังนั้นเคนยาจึงถือโอกาสนำเรื่องนี้เข้าสู่นโยบายรัฐบาลŽ นพ.จเด็จกล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ความชัดเจนของเคนยา คือ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับไทย โดยเอ็มโอยูนี้จะทำ 1.หลักประกันสุขภาพ 2.พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของเคนยา แต่หลักๆ คือ พัฒนาหลักประกันสุขภาพก่อน นอกจากนั้นพัฒนาบุคลากรและระบบการแพทย์

”สาระสำคัญที่ลงเอ็มโอยูนี้จะช่วยให้ไทยและเคนยาได้เร่งกระบวนการทำงาน ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างเดียว แต่ยังมีความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากมีการขับเคลื่อนเรื่องหลักประกันสุขภาพในสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยกระทรวงการต่างประเทศมีการเสนอประเด็นนี้ต่อผู้นำทั่วโลก และให้การสนับสนุนเคนยาเต็มที่ และถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก ที่ต้องการสร้างพันธมิตรในสากลผ่านหัวข้อที่ทั่วโลกให้การยอมรับและช่วยเหลือประเทศอื่นได้ เพราะเรื่องนี้มีประโยชน์มาก สามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้Ž” นพ.จเด็จ กล่าว

หากถามว่า อะไรเป็นจุดเด่นของหลักประกันสุขภาพของไทยที่เคนยาสนใจ นพ.จเด็จกล่าวว่า ส่วนหนึ่งเพราะไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่พิสูจน์ได้ว่ามีผลลัพธ์ที่ดี คือ 1.ครอบคลุมประชากรของประเทศ ร้อยละ 99 2.สิทธิประโยชน์ค่อนข้างครอบคลุมตั้งแต่ส่งเสริมสุขภาพ รักษา ฟื้นฟู และ 3.สิ่งที่ทำภาระที่เกิดจากประชาชนมีไม่มาก และภาระของรัฐบาลก็ไม่มาก ไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพประมาณร้อยละ 4.6 ของจีดีพี ในจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายด้านหลักประกันสุขภาพเพียงร้อยละ 1 เศษๆ ผลลัพธ์ในกระบวนการดีมากๆ บวกกับผลจากการดำเนินการที่พบว่าการตายของเด็ก แม่ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประชาชนล้มละลายจากการเจ็บป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีการนำไปเผยแพร่ในระดับโลก ผ่านกลไกต่างๆ เพราะเป็นประเทศไม่ร่ำรวย แต่สามารถทำได้ และที่ผ่านมา เคนยามีคนล้มละลายจากการเจ็บป่วยจำนวนมาก ทำให้ในฝ่ายการเมืองเห็นความสำคัญว่า ควรจะต้องปรับเปลี่ยน เพราะปัจจุบันเคนยาพัฒนาไปมาก เรื่องนี้ถือว่าประธานาธิบดีเคนยามีวิสัยทัศน์มากๆ

นพ.จเด็จกล่าวว่า ล่าสุด เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน เคนยาได้ส่งทีมเฉพาะกิจ นำโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาดูงานในประเทศไทย เป็นการเดินทางมาเก็บข้อมูลเพื่อนำไปทำรายงานเสนอประธานาธิบดีเคนยา พิจารณารายละเอียดก่อนนำเข้าสู่สภาเคนยา

“เขาต้องเก็บข้อมูล ว่าถ้าจะทำเรื่องนี้ต้องเก็บข้อมูล มีขั้นตอนอย่างไร เราให้เขาดูว่าระบบเราทำอย่างไร เป็นอย่างไร ทั้ง 1.เรื่องการจัดโครงสร้างองค์กร มีกฎหมาย มีบอร์ด มีส่วนร่วมจากภาคประชาชน มีระบบรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มีคอลเซ็นเตอร์ 2.การเงินการคลัง จะขอเงินจากรัฐบาลอย่างไร จะใช้เงินจากส่วนไหน เพราะขณะนี้ที่แลกเปลี่ยนกันคือ เคนยาจะไปเก็บจากคนทำงาน แต่ของไทยเงินมาจากภาษี 3.ระบบที่ทำแล้วสมเหตุผลคือ การพัฒนาระบบปฐมภูมิ พาไปดูงานที่ อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี เพื่อให้เห็นว่า ถ้าจะทำงานพวกนี้อย่าหวังจะให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ดูแลทั้งหมด แต่จะต้องทำตั้งแต่ระดับรากหญ้า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อาสาสมัคร ดูแลตนเอง ดูแลกันเอง และจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ บุคลากรลงไป เพื่อให้เป็นกลไกในการทำงาน ซึ่งของไทยมีตั้งแต่สุขศาลา รพ.สต. อนามัย โรงพยาบาลขนาดต่างๆ เราแลกเปลี่ยนถึงขั้นการพูดคุยอย่างไรให้รัฐบาลเข้าใจและสนับสนุน แต่ของเคนยาโชคดีที่ประธานาธิบดีเข้าใจและสนับสนุน” นพ.จเด็จ กล่าว

นพ.จเด็จ บอกว่า เชื่อว่าหลังจากเคนยาเรียนรู้จากไทยแล้วจะนำกลับไปปรับให้เข้ากับบริบทของเคนยาได้ แต่สิ่งที่ไทยเน้นคือ การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ ให้ข้อมูลเต็มที่ อย่างจริงใจ และยืนยันตั้งแต่ต้นว่าระบบของไทยไม่ได้ว่าดีที่สุด แต่อย่างน้อยปัญหาใหญ่ๆ ได้มีการแก้ไขไปได้บางส่วน แต่ปัญหาย่อยก็มี ดังนั้นข้อมูลเหล่านี้ เคนยาก็จะรวบรวมนำไปเสนอต่อรัฐบาล นอกจากนี้ ไทยก็มีโอกาสได้เรียนรู้จากเคนยาด้วยว่า ในบางบริบทอาจต้องมองเคนยาด้วย เช่น เรื่องการกระจายอำนาจ ที่เคนยามีจุดแข็งและทำได้ดี คือ ท้องถิ่นเข้มแข็งมาก แต่ความเข้มแข็งนั้นอาจทำให้คนเคนยาไม่สนใจด้านหลักประกันสุขภาพ และไทยจะไม่สอน เพราะเชื่อว่าการแลกเปลี่ยนจะทำให้เกิดมิตรภาพที่ยืนยาว และยั่งยืน

นพ.จเด็จ กล่าวว่า นอกจากเคนยาแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่สนใจใช้ไทยเป็นต้นแบบ ล่าสุด ประเทศอินเดียมีแผนจะส่งเจ้าหน้าที่ 70 คน มาดูงานและแลกเปลี่ยนกันในเดือนกรกฎาคมนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีอินเดียสนใจในประเด็นนี้เช่นกัน และอยากทำ โมดี้แคร์Ž เพื่อให้หลักประกันคนอินเดียอีกครึ่งประเทศ คาดว่าราว 700 ล้านคน เพราะเขามีประชากร 1,400 ล้านคน นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคมกระทรวงการต่างประเทศจะเชิญประเทศทั่วโลกสมัครใจมาดูงานระบบของ สปสช.ด้วย เช่น อียิปต์ กานา ฯลฯ จะเห็นว่าประเทศแถบแอฟริกาสนใจประเทศไทยและตื่นตัวกับเรื่องนี้มาก

“เป็นความสัมพันธ์ในกลุ่มประเทศที่ไม่รวย คบหากัน ช่วยเหลือกัน สำหรับในภูมิภาคเพื่อนบ้าน คาดว่าจะทำในกลุ่ม CLMV คือ ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม แต่ยังไม่ชัดเจน”Ž นพ.จเด็จกล่าว และว่า การที่นานาชาติสนใจหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย สะท้อนว่าที่ไทยทำมา และกำลังทำอยู่ มีมรรคผล และความต่อเนื่องก็ยังมีอยู่ สิ่งที่ทำให้โครงการต่อเนื่องมาถึง 16 ปี เพราะประชาชนได้ประโยชน์จริง เพียงแต่ต้องมีการปรับปรุง เพราะยังไม่ได้ดีที่สุด แต่ดีกว่าไม่มีอะไรเลย และวันนี้ พูดได้ว่าไทยทำสำเร็จไประดับหนึ่ง และความสำเร็จดังกล่าวก็กำลังจะมีการแบ่งปันไปให้มิตรประเทศ และ สปสช.ยังมีความท้าทายต่อไป คือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนได้ของที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง

จากนี้ต้องติดตามต่อว่า เคนยาŽ จะทำสำเร็จหรือไม่