เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อจากไวรัสซิกาที่มียุงลายเป็นพาหะ ว่า องค์การอนามัยโลกรายงานข้อมูลพื้นที่ที่พบการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ตั้งแต่ปี 2550 – 19 พฤษภาคม 2559 ใน 60 ประเทศ ส่วนมากอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ และอเมริกากลาง สำหรับประเทศไทย ก่อนหน้านี้พบผู้ป่วยประปราย ไม่พบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ โดยที่จ.อุดรธานีหลังจากได้รับรายงานผู้ป่วยจากไต้หวัน ได้ดำเนินการเฝ้าระวังควบคุมโรค และเฝ้าระวังโรคต่อไปอีกเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 28 วัน ปัจจุบัน สธ.สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสซิกาได้เองไม่ต้องส่งตรวจต่างประเทศ ทำให้การคัดกรอง วินิจฉัยผู้ป่วยได้รวดเร็วและครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น ยืนยันว่าไม่มีการระบาดรุนแรง
นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า หลังพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นชาวอุดรธานี เดินทางเข้าไปทำงานในไต้หวัน ทางหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่อุดรธานีได้ดำเนินการอย่างเข้มข้น ซึ่งคร.ยังได้ส่งหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อ ทั้งสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 อุดรธานี และสำนักระบาดวิทยา ดำเนินการสอบสวนควบคุมโรคร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่มาตลอด ตั้งแต่แจ้งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว(SRRT) ภายใน 3 ชั่วโมง ดำเนินการควบคุมโรค พ่นยาฆ่ายุงลายในรัศมี 100 เมตร ภายใน 1 วัน เพื่อให้การควบคุมป้องกันโรคได้ผล ไม่กระจายไปในวงกว้าง และจากการประเมินค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย ภายใน 5 วัน ก็ไม่พบลูกน้ำยุงลายในตำบลที่มีรายงานผู้ป่วย
นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า คร. ยังสำรวจทัศนคติความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโรคและภัยสุขภาพ หรือดีดีซีโพล (DDC Poll) เรื่อง “โรคติดเชื้อไวรัสซิกา” ครั้งล่าสุด ในพื้นที่ 25 จังหวัดทั่วประเทศ กลุ่มเป้าหมาย 3,276 ตัวอย่าง ช่วงอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยผลการสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 49.3 รู้จัก/เคยได้ยินโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ประชาชนร้อยละ 33.9 รู้ว่าหากหญิงตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสซิกาแล้ว จะมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น ประชาชนร้อยละ 45 ทราบว่ายุงลายกัดเป็นวิธีติดต่อที่สำคัญของโรคติดเชื้อไวรัสซิกา แต่มีถึงร้อยละ 33.7 ที่ไม่ทราบวิธีติดต่อของโรค ประชาชนร้อยละ 55.6 กลัวจะติดเชื้อ/ป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสซิกา และประชาชนร้อยละ 48.3 คิดว่าชุมชนเองควรร่วมกันกำจัดยุง เพื่อควบคุมลูกน้ำยุงลายและยุงตัวแก่ในบ้านและชุมชนของตนเอง

