อย่าได้หวั่นเกรงกันเกินไปว่า ผลพวงจากกรณีโจรรุมทำร้ายทุบตีนายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว เสรีธิวัฒน์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจะถูกฉกฉวยโอกาสเอาไปขยายวงจนนำไปสู่การเมืองนอกสภา
ที่น่าห่วงคือ ฝีปากของคนหน้าเก่าๆ ที่เป็น “กองหน้า” ปลุกระดมปูทางสู่การก่อรัฐประหาร
ก่อนนี้ น้องจ่านิว กับนายเอกชัย หงส์กังวาน นายอนุรักษ์ เจนตวณิชย์ หรือ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นักกิจกรรมการเมือง ซึ่งมีเพียงปากกับมือเปล่า ไม่มีอาวุธ ไม่มีกองกำลังหนุนหลัง ถูกคุกคามทำร้ายร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งถึงขั้นเผารถ ขู่ฆ่า ด้วยความบ้าคลั่ง
ไม่เห็นว่ารัฐบาลจะออกอาการมุ่งมั่นปกป้องคุ้มครอง
แต่หลังจากเกิดเหตุครั้งหลังสุดนี้ ที่สื่อต่างประเทศตีแผ่กรณี 4 โจรรุมทำร้ายจ่านิวปางตายกับท่าทีเหยียบย่ำซ้ำเติมจากฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลออกไปทั่วโลกจนชวนให้สงสัยว่ามีใครเป็น “ปลอกคอ” ให้ผู้ร้าย
หลายคนเริ่มกังวลว่าสถานการณ์อาจลุกลามบานปลาย
ขบวนการไล่ล่านักกิจกรรมการเมืองจะหยุด หรือจะไปต่อ
ผู้นำหลายคนในรัฐบาลรวมไปถึงลิ่วล้อปากดีทั้งหลายเริ่มปรับเปลี่ยนท่าที
สังคมไทยจะย้อนคืนสู่ความถ่อยเถื่อนเมื่อ 40 ปีก่อนอีกหรืออย่างไร
ควรเลิกสร้างบรรยากาศเดิมๆ
เลิกใช้ “ความมั่นคง” เป็นข้ออ้างสร้างเงื่อนไขทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม
เลิกใช้ “กลไกรัฐ” กับ “ระบบยุติธรรม” กลั่นแกล้งรังแกคุกคาม
จะว่าไปแล้ว จอมพล ป. พิบูลสงคราม อำนาจบารมีมากยิ่งกว่าผู้นำสมัยนี้เป็นร้อยเท่าพันเท่า
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ยิ่งใหญ่ก็ตายไปแล้ว
“ถนอม-ณรงค์-ประภาส” อำนาจมากมายขนาดไหนที่สุดก็ต้องปิดฉากลงใน 14 ตุลา 2516
ไม่เคยมีใครค้ำฟ้าคงทน !
ถามว่าสังคมไทยได้อะไรเป็นบทเรียน
ควรต้องปรับทัศนคติกันใหม่ให้เข้าใจตรงกันว่า ความเห็นต่างไม่ใช่พฤติการณ์ “ชังชาติ” เหมือนกับที่ ส.ส.สอบตกบางคนพยายามยัดเยียดสาดใส่ฝ่ายตรงกันข้าม
คนเห็นต่างทางการเมืองฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่หมด
ขอจงมีเมตตากับรุ่นลูกรุ่นหลานซึ่งไม่มีทางที่จะสู้กับปืนผาหน้าไม้ได้เลย
หยุดก่ออาชญากรรมด้วยการไล่ล่าคนเห็นต่าง !?!!

