ข้อสังเกตของ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เกินจริง
ประวัติศาสตร์เคยมี !
“ชูศักดิ์” ตั้งข้อสังเกตว่า ดูคล้ายๆ กับเป็น “หน่วยกำลัง” ที่มีการจัดตั้ง เพื่อใช้ดำเนินการกับผู้เห็นต่างทางการเมือง !
ก่อนจะพิจารณากรณี “น้องจ่านิว” หรือ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ถูก 4 โจรเข้ารุมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส-ให้ย้อนกลับไปทบทวนประวัติศาสตร์
ก่อนเกิดการล้อมฆ่าในธรรมศาสตร์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 “ฝ่ายความมั่นคง” มีการจัดตั้ง “กองกำลัง”
ไล่ล่าผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเปิดเผย
ตอนนั้นกลไกในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบเป็นอัมพาต บ้านเมืองเข้าสู่สภาพที่ถูกเรียกว่าบ้านป่าเมืองเถื่อน
อย่าลืมเรียนประวัติศาสตร์และก็ขอให้เรียนด้วยการค้นคว้าหาความจริงให้รู้อย่างถ่องแท้ ไม่ใช่จดจำแค่คำที่บันทึกไว้
“6 ตุลา 2519” เป็นวันล้อมฆ่าลูกหลานที่เป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษา !
แม้บางคน “เจตนา” จะลืม หรือละเลยที่จะพูดถึงความอำมหิตของ “ขวาพิฆาตซ้าย” แต่นั่นก็เป็นความจริงตามประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศที่ได้ชื่อว่าพุทธศาสนาหยั่งรากลึกมานาน
น่าแปลกใจหรือไม่ ที่ “หลักธรรม” ของพุทธศาสตร์ไม่ได้ชำแรกลงหลักปักฐานเป็นอุปนิสัยใจคอ กระทั่งทำให้มีผู้คนจำนวนหนึ่งเห็นดีเห็นงามกับการใช้ความรุนแรงจัดการกับคนที่มีความเห็นต่าง
หลังจาก “จ่านิว” ถูกรุมทำร้ายอาการสาหัสปางตาย พล.ต.ดร.อนุชาติ บุนนาค ผอ.สถาบันศึกษายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ นำภาพ “น้องนิว” ที่เสื้อผ้าชุ่มโชกไปด้วยเลือดนั้นไปโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมกับคอมเมนต์อย่างเหี้ยมคมว่า
“ไม่ต้องรีบรักษาก็ได้ครับคุณหมอ ปล่อยมันไว้แบบนี้สักสี่ห้าวัน พอขำๆ”
เห็นความเจ็บเห็นความตายของ “ผู้คิดต่าง” เป็นความบันเทิง ตลกขบขำ !?
สถานการณ์แบบนี้ชี้ว่าสิ่งที่ “คสช.” ทำมาทั้งหมดตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 ล้มเหลวไม่เป็นท่า
“ผล” ย่อมมาจาก “เหตุ”
เจตนาที่ซ่อนเร้นอำพรางของ “คสช.” คือสารตั้งต้นของความล้มเหลว
เป็นความมั่นคง ความสงบ ความผาสุก ความรื่นรมย์ของ “กลุ่มคนหยิบมือเดียว”
แต่ความคับแค้น อึดอัด ขัดข้องใจกำลังก่อตัวและกระจายตัวออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล !?!!

